[CS] HW : Final Homework

posted on 13 Mar 2009 18:55 by accelerando  in Cubicschool


Morning Smile - DEPAPEPE

เปิดเพลงประกอบก็ได้นะจ๊ะ

เอ็นทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงเรียนลูกบาศก์




แขกรับเชิญ : ครูอุนอุน, ครูพัด, ครูปราชญ์
ย้าววว...ยาวเหมือนเดิม ถ้าขี้เกียจไปอ่านบทสรุปโลด



สอบได้เป็นเรื่องตลก สอบตกเป็นเรื่องธรรมดา...

ไม่ว่าใคร ๆ ก็พูดแบบนี้กัน ผมจำไม่ค่อยได้แล้วว่าเป็นประโยคแบบนี้หรือเปล่า ได้ยินไม่ชัดเสียด้วยสิ

Photobucket

[HW] Final Homework



ในขณะนี้โรงเรียนลูกบาศก์เข้าสู่ฤดูกาลสอบปลายภาค เวลา 1 ปีการศึกษาที่ว่านานนั้นใกล้จะจบเต็มที
น้อง ๆ นักเรียนจับกลุ่มติวหนังสือกันตามสถานที่ต่าง ๆ
คณาจารย์เริ่มปวดหัวกับการเร่งสอนหนังสือให้จบพอดีกับเวลา ออกข้อสอบทั้งข้อสอบเก็บคะแนนและข้อสอบปลายภาค

ดู ๆ ไปก็นึกถึงเรื่องเก่า ๆ สมัยผมเองยังเป็นนักเรียน อารมณ์ก็ประมาณนี้ แต่ผมไม่ค่อยได้อ่านหนังสือกับเพื่อนเท่าไหร่เพราะวงอ่านหนังสือจะเปลี่ยนกลายเป็นวงนั่งเมาท์ในพริบตา ก็ผมเป็นเด็กสายศิลป์นี่นา ศิลป์อังกฤษอีกต่างหาก เรื่องเฮฮานี่ของถนัด ผมเลยต้องไปอ่านหนังสือคนเดียวที่หอบ่อย ๆ แล้วค่อยมาคุยกันก่อนเข้าห้องสอบ แล้วก็ตอนออกจากห้องสอบแล้วมาถามกันว่าใครตอบข้อไหนไปนี่เป็นอะไรที่มันมาก แถมบางทีอาจใจแป้วแถมด้วยถ้ารู้ว่าตัวเองตอบผิด

วันวานสมัยเป็นนักเรียนหวนกลับเข้าสู่สมองของผม
แต่วันนี้ ผมกลายเป็นผู้เฝ้ามองจากภายนอก
ก็รู้สึกแปลก ๆ ดีเหมือนกัน



วันพฤหัสตอนกลางวัน อากาศดีพอใช้ได้ แต่แดดออกจะแรงไปหน่อย

ที่ห้องสมุดคนบางตา เพราะว่าใกล้จะขึ้นเรียนแล้ว

ผมสวัสดีอาจารย์บรรณารักษ์และเดินเข้าไปที่มุมนิตยสาร วันแดดเปรี้ยงแบบนี้มาดับร้อนที่ห้องสมุดจะดีที่สุด นอกจากแอร์จะเย็นสบายแล้ว ยังประหยัดตังค์นั่งอ่านนิตยสารฟรี ปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว แถมห้องสมุดยังอยู่ใกล้กับห้องโสตฯ ที่อยู่ประจำของผมอีกด้วย
งานตากล้องของผมช่วงนี้จะเป็นช่วงที่นั่งตบยุง ว่างจัดที่สุด ผิดกับกล้า ที่ต้องถ่ายเอกสารมือเป็นระวิง ยืนขาแข็งทั้งวันไปเลย เห็นรอนบอกว่าแวบไปช่วยที่ห้องถ่ายเอกสารบ่อย ๆ


ระหว่างที่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยพลางกวาดสายตาหานิตยสาร Gourmet & Cuisine อ่านแก้เลี่ยนพวกนิตยสารกล้อง ผมก็เห็นอาจารย์หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้ ๆ ชั้นวางนิตยสาร

ผมเดินตัวลีบ ๆ เงียบ ๆ ไม่เข้าไปสวัสดีเพราะกลัวว่าจะเป็นการรบกวน ท่าทางท่านอาจารย์จริงจังมากกับการไล่สายตาไปตามตัวหนังสือ

ในแวบแรก ผมรู้สึกเหมือนมีเงามืด ๆ รอบตัวของท่าน แต่ผมคงคิดไปเองมากกว่า
มีนิตยสารหลากหลายชนิดวางตั้งอยู่เต็มไปหมด แต่เท่าที่เห็นชื่อแล้วส่วนใหญ่เป็นนิตยสารแนววิทยาศาสตร์ เช่น National Geographic, My Maths, Update, ต่วยตูนพิเศษ ฯลฯ นอกจากนั้นท่านยังเขียนโน้ตย่ออะไรต่อมิอะไรอยู่เต็มไปหมด

ท่านเป็นอาจารย์สายวิทย์หญิงเพียงคนเดียวในโรงเรียนนี้


อาจารย์ ควอเทียม ออกซาไรด์
Photobucket



ตุ้บ! ตุ้บ! ...

ท่านอ่านนิตยสารแล้วดูเหมือนจะตื่นเต้นกับเนื้อหาไปหน่อย แขนเลยเผลอชนกองหนังสือหล่นลงจากโต๊ะ

“นี่ครับ อาจารย์” ผมปราดเข้าไปหยิบหนังสือที่พื้นมาปัดฝุ่นพอเป็นพิธี ยื่นส่งให้อาจารย์ และพนมมือสวัสดี “แล้วก็ สวัสดีครับ”

“อุ๊ย...ขอบคุณมากค่ะ คุณพุด” อาจารย์ผิวสีซีดตอบอย่างสุภาพ และส่งยิ้มให้ผม


...เฮือก!!

เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผมสะดุ้งเลยทีเดียว
ผมว่าอาจารย์เขาไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร...คิดว่านะ


“คุณพุดมาอ่านนิตยสารหรือคะ” ท่านถาม
“ครับ” ผมตอบ และชูนิตยสารในมือให้คู่สนทนา

“ถ้าไม่รังเกียจ มานั่งอ่านหนังสือและนั่งสนทนากันสักหน่อยไหมคะ” ท่านผายมือไปที่เก้าอี้ว่างตรงข้ามกับท่าน “ดิฉันไม่เคยพูดคุยกับคุณพุดเลย พูดด้วยเสียงเบา ๆ ดิฉันว่าครูรันตร์คงไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ”

“ด้วยความยินดีครับ” ชวนแบบนี้ผมไม่ขัดอยู่แล้ว



นี่เป็นการคุยกับอาจารย์ในระยะประชิดครั้งแรกของผม
ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน ผมถึงไม่ค่อยได้สนิทกับอาจารย์ในโรงเรียนสักเท่าไหร่ ไม่เหมือนรอนที่ตีซี้อาจารย์ได้ไปหลายคนแล้ว
อาจเพราะด้วยเวลาที่น้อยกว่า และผมไม่ค่อยกล้าเข้าหาอาจารย์เองด้วยส่วนหนึ่ง

ตอนผมเป็นเด็กสมัยมัธยมต้น ผมอยู่โรงเรียนชายล้วน นักเรียนแต่ละคนซนชนิดลิงยังชิดซ้าย ก่อวีรเวรวีรกรรมให้อาจารย์ปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน อาจารย์สมัยนั้นจึงดุมากกก... ผมที่ตอนนั้นค่อนข้างติดเพื่อนเลยเป็นหนึ่งในก๊วนเด็กซน ก็จะโดนอาจารย์ทำโทษประจำ เวลาอาจารย์เดินมาทีไรผมกับเพื่อน ๆ จะรีบหลบกันทุกที
แต่ผมก็ไม่ใช่ว่าไม่เคารพอาจารย์นะ ที่อาจารย์ดุด่าทำโทษทั้งหลายแหล่ก็เพราะว่าท่านหวังดี แต่ก็ทำให้มีผมความเกรงอาจารย์แฝงอยู่เหมือนกัน

ตอนนี้ ความรู้สึกสมัยเด็กจางหายไปมาก แต่ความเกรงนั้นยังคงอยู่ เห็นอาจารย์ปุ๊บต้องยกมือไหว้ปั๊บเป็นอัตโนมัติ แล้วไม่เคยอยู่คุยนาน ๆ สักที แม้ในใจจะรู้ว่า ตอนนี้ผมไม่ใช่นักเรียนอีกแล้ว



จากบทสนทนา ผมรู้สึกว่าอาจารย์ควอเทียมเป็นคนที่น่าสนใจไม่น้อย
ท่านสามารถคุยเรื่องธรรมดา ๆ ให้น่าสนุกน่าสนใจขึ้นมาได้ด้วยวิธีการพูดสไตล์วิทยาศาสตร์ของท่าน อาจารย์จะฟังเรื่องที่ผมเล่า ไม่ว่าจะเรื่องภาพถ่าย เรื่องอาหาร หรือเรื่องความสวยความงาม อย่างตั้งอกตั้งใจ (และส่งยิ้มที่ทำให้ผมขนลุกเกรียวหลายครั้ง) และจะนำเรื่องที่ผมเอ่ยออกไปมาช่วยเสริมมุมมองในทางวิทยาศาสตร์

อย่างเช่นเรื่องความสวย อาจารย์ควอเทียมจะเล่าถึง Golden Mask และอธิบายถึงสมการซับซ้อนและรูปสามเหลี่ยมมุมแหลมอย่างตื่นเต้นจนอาจารย์ดารันตร์เขม่นมาทางพวกผมหลายครั้ง ผมก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เหมือนกับความรู้ถ่าโถมเข้าสู่สมองแต่ผมรับไม่ทัน ได้แค่พอจับใจความได้ว่าสาวงามที่มีชื่อเสียงหลายคนล้วนมีโครงหน้าพอดีกับหน้ากากนั่น อะไรทำนองนี้


“อื้ม...คุณพุดคะ ตอนบ่ายนี้คุณว่างไหมคะ” อาจารย์ถามขึ้นและยิ้มน้อย ๆ ซึ่งถ้ายิ้มในระดับนี้ผมก็ยังพอประคองตัวเองไม่ให้สะดุ้งได้อยู่
“ว่างครับ อยากให้ผมช่วยทำอะไรหรือครับ อาจารย์” ผมตอบ หวังว่าไม่ใช่ให้เป็นหนูทดลองในการทดลองเคมีของอาจารย์นะ

“ดิฉันต้องการคนช่วยพิมพ์ข้อสอบเก็บคะแนนหน่อยค่ะ เพราะว่าตอนนี้ดิฉันใกล้จะออกข้อสอบเสร็จแล้ว ทั้งเก็บคะแนนและปลายภาค แล้วเวลาดิฉันทุ่มเทแรงเซลล์สมองและแรงใจเขียนข้อสอบจนเสร็จแล้วดิฉันจะรู้สึกเหมือนพลังงานมันหมดไปจากร่าง ทำอะไรไม่ค่อยไหว เลยอยากจะรบกวนคุณพุดสักหน่อยน่ะค่ะ ส่วนข้อสอบปลายภาคเดี๋ยวดิฉันจะไปพิมพ์เอง”

“ได้เลยครับ” ผมตอบ “ไปพร้อม ๆ กับอาจารย์ตอนนี้เลยไหมครับ”

“อืม...ขอเป็นสัก 13.30 น. นะคะ ตอนนั้นดิฉันคงออกข้อสอบเสร็จพอดี เหลืออยู่ไม่กี่ข้อแล้วค่ะ แล้วก็ช่วงบ่ายวันนี้อาจารย์หลายคนไปสอนพวกเด็ก ๆ ดังนั้นคอมพิวเตอร์ส่วนรวมในห้องพักครูจะว่างน่ะค่ะ”

“ครับผม”

“ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ” อาจารย์ควอเทียมลุกขึ้น และเตรียมจะหอบนิตยสารไปเก็บ

“ไม่ต้อง ๆ ไม่ต้องเก็บครับอาจารย์ เดี๋ยวผมเก็บให้”

“โอ้...ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ คุณพุด”

อาจารย์ส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจให้อีก 1 ครั้ง


ผมขนลุกไปอีก 1 ทีตามสเต็ป

“ไม่เป็นไรครับผม” ผมยิ้มและหัวเราะแหะ ๆ ตอบอีกฝ่ายไป




13.35 น.

ผมกะเวลาให้มาสายนิดหน่อย เผื่ออาจารย์ยังเขียนข้อสอบหรือเตรียมการไม่เสร็จ ก่อนที่จะเข้าไปในห้องพักอาจารย์ผมก็ตรวจความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อยอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ
ผมก็ซื้อน้ำผลไม้กระป๋องมาด้วยเผื่ออาจารย์ควอเทียมท่านอยากหาอะไรหวาน ๆ กินหลังจากออกข้อสอบมาจนเหนื่อย


“ขออนุญาตครับ” ผมเปิดประตูห้องพักอาจารย์และยกมือไหว้อีกครั้งหนึ่ง
ถึงอาจารย์ควอเทียมจะบอกว่าตอนนี้อาจารย์หลายคนไปสอนหนังสือ แต่ว่าในห้องก็ยังมีอาจารย์อยู่พอสมควร หลายท่านส่งสายตาเจือความสงสัยมาทางผม เพราะนอกจากอาจารย์ด้วยกันแล้ว ผู้ที่จะเข้ามาที่ห้องพักอาจารย์ก็มีเพียงเด็กนักเรียนที่มาส่งงานเท่านั้น

“มีธุระอะไรหรือครับ” อาจารย์มุนินทร์เอ่ยพร้อมกับส่งยิ้มมาให้ ส่วนผมก็พนมมือสวัสดีเป็นออโตเมติก

“ผมมาช่วยอาจารย์ควอเทียมพิมพ์ข้อสอบครับ” ผมเหลือบไปทางคอมพิวเตอร์กองกลางที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ตู้เอกสาร ว่างอยู่พอดี แต่อาจารย์ควอเทียมไม่ได้อยู่ที่นั่น

“อ๋อ...ครูอุนอุนนั่งอยู่มุมห้องตรงโน้นน่ะ แถว ๆ ที่อาจารย์หมวดวิทย์นั่งกันเยอะ ๆ” อาจารย์หนุ่มร่างสูงเพรียวผายมือไปทางที่เอ่ย “ใช้คอมฯ ได้ตามสบายเลยนะครับ”

“ขอบคุณมากครับ”



ไม่รู้ว่าผมใช้สายตาอ่านนิตยสารหนักไปหน่อยหรือเปล่า เพราะผมเห็นเงาดำ ๆ อีกแล้วตรงมุมห้อง
อาจารย์สาวผมหยักศกคงจะออกข้อสอบเสร็จแล้วเพราะที่โต๊ะนั้นเก็บกระดาษตั้งเป็นกองเรียบร้อย แต่สภาพของท่านนั้นโทรมลงถนัดตา หน้าซีดและปาดเหงื่อเม็ดโตทั้ง ๆ ที่ห้องนี้ก็เปิดแอร์อยู่

“อาจารย์ครับ” ผมเรียก และเกือบสะดุ้งเมื่อเห็นหน้าอาจารย์ที่หันมา
“อะ...อา...มาแล้วหรือคะคุณพุด” อีกฝ่ายหอบแฮกเหมือนนักวิ่งมาราธอนที่ใกล้เป็นลมเต็มที
“ดื่มอะไรเย็น ๆ สักหน่อยไหมครับให้หายเหนื่อย”

ผมหยิบน้ำเฉาก๊วยกระป๋องจากถุงพลาสติกและยื่นให้ท่าน

Photobucket

ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ผมรู้สึกว่าตัวเองได้ทำสิ่งที่ผิดอย่างแรง

แรงแบบหาที่สุดไม่ได้



“กรี๊ดดดดด~~~~~!!!!!”



ทั้งใบหน้าและน้ำเสียงของอาจารย์ควอเทียมทำให้ผมสปริงตัวถอยหลังไปหลายเมตรด้วยความตกใจ และอาจารย์ทั้งห้องก็หันมามองทางผมอย่างพร้อมเพรียงกันแทบจะได้ยินเสียงดังพรึบ

“เกิดอะไรขึ้นครับ!” อาจารย์ภัทรพงษ์ที่นั่งให้อาหารหนอนแก้วอยู่ใกล้ ๆ พุ่งเข้ามาดูสถานที่เกิดเหตุทันที ซึ่งอาจจะมีศพ 2 ศพที่หัวใจวายตายกันทั้งคู่

“ขอโทษครับอาจารย์! ขอโทษจริง! ๆ” ผมรีบตั้งสติแล้วรีบยกมือไหว้ขอโทษทันทีไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร แต่คนผิดคือผมแน่นอน “อาจารย์ควอเทียมเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“ดะ...ดิฉันไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ ตกใจนิดหน่อย” อาจารย์ค่อย ๆ หายใจลึก ๆ พยายามสงบสติอารมณ์
“ตกใจอะไรหรือครับ” อาจารย์ร่างท้วมเป็นฝ่ายถาม

“อ๋อ...ดิฉันมีความหลังที่ไม่ดีเท่าไรกับเฉาก๊วยน่ะค่ะ พอเห็นมันใกล้ ๆ ก็เลยตกใจ”


“ผมขอโทษจริง ๆ ครับ ผมผิดเองที่ไม่ได้ถามอาจารย์ก่อน” ผมนึกด่าตัวเองว่าก่อเรื่องให้อาจารย์อีกแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโตเลย
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอโทษด้วยนะคะที่ดิฉันกรีดร้องเสียเสียงดังจนเป็นอันตรายแก่เยื่อแก้วหูของคุณและทุกคน แล้วก็ขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์ซื้อมาให้ ดิฉันเกรงใจจริง ๆ”

“ไม่ต้องขอโทษหรอกครับอาจารย์” ผมรีบบอก และหยิบน้ำหวานอีกกระป๋องหนึ่งออกมาที่ซื้อเอาไว้ให้ตัวเอง “เอ่อ...ถ้าเป็นน้ำเก๊กฮวยจะมีปัญหาอะไรไหมครับ”

“ไม่ค่ะ เอ่อ...ไม่ต้องให้ดิฉันก็ได้ค่ะ”

“เอาไว้กินแก้เหนื่อยเถอะครับอาจารย์ แล้วก็ขอโทษเรื่องเมื่อครู่จริง ๆ ครับ” ผมยื่นน้ำเก๊กฮวยกระป๋องให้ และครั้งนี้ท่านก็รับมันไป
“ขอบคุณค่ะคุณพุด” อาจารย์ยิ้มอีกครั้ง แต่น่ากลัวน้อยกว่าเมื่อตอนตกใจเยอะ

“ส่วนน้ำเฉาก๊วย ไม่ทราบว่าอาจารย์ภัทรพงษ์จะรังเกียจไหม” ผมหันไปหาอาจารย์ชายที่ยืนอยู่ “เป็นของขอบคุณสำหรับเรื่องเมื่อกี้ที่มาช่วยครับ”
“โอ้...ไม่รังเกียจสักนิดครับ” ท่านยิ้มและเปิดกระป๋องทันทีที่รับไป “ส่วนเรื่องช่วยนั่นเรื่องเล็กครับ ยังไงคนเราก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันเป็นธรรมดาอยู่แล้วครับ”

“เอ้อ...อาจารย์ควอเทียมครับ ขอโทษอีกครั้งนะครับที่ผมทำให้อาจารย์เสียเวลา ส่งข้อสอบมาให้ผมพิมพ์ได้เลยครับ” และแล้วผมก็วกกลับเข้าเรื่องเสียที



ข้อสอบเก็บคะแนนของอาจารย์เป็นข้อสอบตัวเลือก กระดาษเขียนต้นฉบับข้อสอบของท่านนั้นเขียนเป็นระเบียบเรียบร้อยและอ่านง่าย อันที่จริงแล้วต้นฉบับเขียนสวยอย่างนี้ก็น่าจะพิมพ์ไม่นาน แต่ผมติดปัญหาตรงที่ตัวห้อยตัวยกต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสูตรเคมีเต็มไปหมด แถมลูกศรและเครื่องหมายแปลก ๆ ยังเยอะอีกต่างหาก ทำให้ผมพิมพ์ช้ากว่าปกติพอสมควร

“เป็นยังไงบ้างคะคุณพุด” เสียงของอาจารย์ควอเทียมดังขึ้น

“เกือบเสร็จแล้วครับ” ผมหันไปด้านข้าง และเห็นว่าในมือของท่านมีถ้วยกระเบื้องใส่เครื่องดื่มสีน้ำตาลอ่อนใส
“ดื่มชาอุ่น ๆ สักหน่อยไหมคะ เป็นชาอังกฤษสูตรที่บ้านของดิฉันเองค่ะ ชงให้คุณเองกับมือเลย” ฝ่ายตรงข้ามส่งถ้วยมาให้ “เป็นขอบตอบแทนสำหรับน้ำเก๊กหล่อเมื่อครู่นั้น ดิฉันเพิ่งจะเคยกินน้ำชื่อแปลกประหลาดแบบนั้นเป็นครั้งแรก รสชาติดีมากเลยค่ะ”
“น้ำเก๊กฮวยครับอาจารย์ ไม่ใช่น้ำเก๊กหล่อ ฮะ ๆ” ผมตอบและหัวเราะนิด ๆ
“อุ๊ย...พูดผิดอีกแล้วสิ แย่จังเลย” อาจารย์หน้าแดงและทำท่าเขินอายซึ่งทำให้ผมขนลุกชันเล็กน้อยถึงปานกลาง

“ขอบคุณมากครับอาจารย์” ผมรับแก้วจากท่านและยกขึ้นดื่ม

“อ้าว ครูอุนอุนครับ กาน้ำร้อนเสียอยู่นี่ครับ แล้วไปหาน้ำร้อนจากไหนเหรอครับ” อาจารย์ภัทรพงษ์เงยหน้าขึ้นจากเอกสารและเอ่ยถาม “จะได้ไปชงโอวัลตินกินบ้าง ไม่ได้กินมาหลายวันแล้ว”

“อ๋อ...ที่ชั้น 2 นี้เองค่ะ เด็กนักเรียนไม่ได้เรียนเคมี พวกบีเกอร์กับตะเกียงแอลกอฮอล์ก็เลยไม่ได้ใช้งานน่ะค่ะ”


...ท่านอาจารย์บรรยายมาแค่นี้ก็เห็นภาพเป็นช็อต ๆ เลยว่าชานี้ได้แต่ใดมา


“ปกติดิฉันใช้กาต้มน้ำไฟฟ้าไม่ค่อยคล่อง ใช้อุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการดิฉันจะมั่นใจมากกว่าค่ะ” อาจารย์สาวเสริม เป็นการตอกย้ำว่าความคิดของผมถูกต้อง
“อะ...เอ่อ กินแล้วจะไม่ท้องเสียหรือครับ” อาจารย์ภัทรพงษ์ถามหน้านิ่ง ๆ

“ไม่ต้องห่วงค่ะ น้ำที่ดิฉันใช้นั้นเป็นน้ำกลั่นจากขวดแก้ว แล้วบีกเกอร์นอกจากจะล้างให้สะอาดด้วยสบู่แล้ว ดิฉันก็ใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ในแอลกอฮอล์ล้างด้วยเพื่อความแน่ใจ จากนั้นก็ล้างด้วยน้ำกลั่นจนน้ำเคลือบเปียกสม่ำเสมอที่ผิวเครื่องแก้วค่ะ รับประกันเลยว่าสะอาดไร้สารพิษเจือปนค่ะ”

อาจารย์เคมีบรรยายและกวาดมือไปมาเหมือนพิธีกรในรายการทำอาหาร แต่ออกจะแปลกอยู่สักหน่อย

ผมพยายามจะไม่คิดอะไรมาก กระดกน้ำชารวดเดียวหมดถ้วย และรีบพิมพ์ข้อสอบต่อ




“เสร็จแล้วครับอาจารย์” หลังจากปลุกปล้ำกับสมการเคมีจนตาลาย ผมก็พิมพ์ข้อสอบเสร็จในที่สุด เซฟงานใส่แฮนดี้ไดรฟ์และคืนให้อาจารย์ เมื่อมองไปที่นาฬิกาก็รู้ว่าเป็นเวลาบ่าย 3 กว่าแล้ว อาจารย์หลายท่านเริ่มออกจากห้องไปเป็นอาจารย์ในกิจกรรมชุมนุม

“ขอบคุณมากค่ะคุณพุด” อาจารย์ยิ้มอย่างยินดี คราวนี้ผมไม่สะดุ้งแล้วเพราะว่าวันนี้เห็นอาจารย์ยิ้มบ่อยจนเริ่มชิน แต่ก็ยังแอบหลอนนิด ๆ แฮะ

“อาจารย์จะไปคุมกิจกรรมชุมนุมหรือเปล่าครับ” ผมชวนท่านคุยสักนิดก่อนจะกลับ
“ไปค่ะ ชุมนุมวิทยาศาสตร์วันนี้จะทำน้ำจากดอกอัญชันกัน นอกจากจะอร่อยแล้วยังใช้เป็นอินดิเคเตอร์ได้ด้วยค่ะ”

“เดี๋ยวผมไปช่วยด้วยได้ไหมครับ” อาจารย์ภัทรพงษ์หันมาถามเมื่อได้ยินเรื่องของกิน
“ได้สิคะ คนยิ่งเยอะจะยิ่งสนุกค่ะ” อาจารย์สาวตอบ “ดิฉันต้องการคนที่ใช้หม้อและเตาแก๊สถนัด ๆ สักหน่อยอยู่พอดี”
“อย่างนี้เด็ก ๆ คงชอบนะครับ” ผมพูดและยิ้ม


“ถ้าเป็นอย่างนั้นดิฉันก็จะมีความยินดีเป็นอย่างมากเลยค่ะ” อาจารย์เอ่ย “ดิฉันเข้าสังคมคนปกติไม่ค่อยเก่งนัก แต่ดิฉันก็จะพยายามเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และทำให้เด็ก ๆ มีความสุขให้มากที่สุดค่ะ”


“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ผมยกมือไหว้ “สวัสดีครับอาจารย์ควอเทียม สวัสดีครับอาจารย์ภัทรพงษ์”

“สวัสดีค่ะ/ครับ คุณพุด”


...ไม่ต้องห่วงหรอกครับอาจารย์ควอเทียม

...ความพยายามของอาจารย์จะส่งถึงพวกเด็ก ๆ ได้แน่นอน


...เพราะอาจารย์ก็ส่งมันมาถึงผมแล้วล่ะ

...สู้ ๆ เขานะครับ อาจารย์



Fin.




เนื้อเรื่องย่อ :
- อยู่ในช่วงใกล้สอบปลายภาค พุดไปห้องสมุดแล้วเจอครูอุนอุน
- คุยกันไปสักแป๊บ ครูอุนอุนก็ขอให้พุดช่วยพิมพ์ข้อสอบเก็บคะแนนให้หน่อย
- พุดซื้อน้ำเฉาก๊วยกับน้ำเก๊กฮวยมา กะเอาน้ำเฉาก๊วยให้ครูอุนอุน แต่ครูเกลียดเฉาก๊วยแถมรีแอคชั่นเวอร์มาก ครูเลยได้น้ำเก๊กฮวยแทน ส่วนน้ำเฉาก๊วยตกเป็นของครูพัดที่บึ่งเข้ามาช่วย
- ระหว่างที่พิมพ์ข้อสอบ ครูอุนอุนก็ชงชามาให้เป็นการตอบแทนเรื่องน้ำเก๊กฮวย ชงสด ๆ ร้อน ๆ จากอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการเคมีชั้น 2
- พิมพ์ข้อสอบเสร็จ ครูอุนอุนกับครูพัดจะไปเป็นครูในกิจกรรมชุมนุมต่อ แล้วก็แยกย้ายกันไป


ประเด็นสำคัญ :
- พุดจะเกรงครู ไม่ใช่ “เกรงใจ” แต่เป็นเกรงที่แปลว่า “หวาด” เนื่องมาจากทำวีรกรรมสุดแสบในวัยเด็กจนโดนครูทำโทษบ่อย ๆ เลยฝังใจ แต่เขาก็เคารพคุณครูจากใจจริง เวลาอยู่ต่อหน้าครูก็จะทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมเรียบร้อยกว่าปกติ เป็นแบบนี้กับครูทุกผู้ทุกนาม ไม่เฉพาะครูอุนอุน
- พุดไม่กลัวผี แค่สะดุ้งกับตกใจ
- พุดเป็นเด็กศิลป์อังกฤษมาก่อน บางครั้งเลยฟังครูอุนอุนพูดไม่เข้าใจ เพราะไม่มีพื้นฐานทางนี้ ถ้าเป็นเคมีพื้น ๆ จะพอเข้าใจบ้าง




โซนผู้ปกครอง :

สาดเครดิตกันก่อน
ภาพต้นฉบับของรูปหน้าเปิดกับรูปครูอุนอุน : คลิก
วิธีล้างเครื่องแก้ว : คลิก
หน้าตาน้ำเก๊กฮวยกับเฉาก๊วยกระป๋อง เคยกินกันเปล่า ฮ่า ๆ : คลิก


หลังจากสอบเสร็จ + ทำค่ายเสร็จก็กลับมาปั่นรรลบ. ต่อ สกิลวาดรูปดิ่งลงเหว ขนาดไม่ได้วาดแป๊บเดียวเองนะเนี่ย ต้องขุดมันขึ้นมาใหม่ 
เข็นการบ้านไฟนอลออกมาได้แบบทุลักทุเลสุด ๆ

เป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของพุดเลย (และของผปค. เอง) ที่ให้มันไปเจอกับอาจารย์แล้วร่ายฟิคยาวเป็นวรรคเป็นเวรได้ขนาดนี้
เมื่อเด็กศิลป์จ๋าอย่างพุด มาเจอครูอุนอุนที่หายใจเข้าออกเป็นวิทยาศาสตร์ พ่วงด้วยครูพัดมาเป็นลูกคู่ ก็บู้มมม!! กลายเป็นโกโก้ครันช์! ...ไม่ใช่ละ
ก็เป็นส่วนผสมที่ลงตัวได้อย่างแปลก ๆ ดี
พุดจะไม่ค่อยสนิทกับอาจารย์นักเพราะผปค. อู้เหตุผลข้างต้น แล้วก็จะไม่มีไปจีบแบบ รอน-ครูเอม เด็ดขาด เพราะพุดถือว่าอาจารย์มีคุณวุฒสูงกว่า ละเอาไว้เป็นของสูง ฮ่า ๆ

ฟิคนี้แก้บ่อยมาก ไม่ว่าจะมุก ฉาก หรืออะไรสารพัดกว่าจะออกมาอย่างนี้ (บางคนอาจจะตะโกนมาว่า นี่แก้แล้วเหรอเนี่ย!)
แค่ฉากเจอกันในห้องสมุดยังผ่านการปรับมาแล้ว ตอนแรกสมองตันกะให้เจอกันในโรงอาหารแบบตอนเจอน้องรีน แต่ก็นึกได้ว่าจะใช้มุกซ้ำคงไม่ดี อืม...ครูอุนอุนเรียนวิทย์เก่ง น่าจะขยันอ่านหนังสือ งั้นไปห้องสมุดดีกว่า
จริง ๆ มีมุกเล่นกับครูอุนอุนอยู่ในหัวอีก แต่แค่นี้ก็นอกเรื่องออกทะเลไปไกลแล้ว เอาไว้เล่นทีหลังเมื่อมีโอกาสก็แล้วกัน

พวกข้อสอบเก็บคะแนนน่าจะให้คนภายนอกช่วยพิมพ์ได้มั้ง เห็นสมัยเราอาจารย์ยังให้เพื่อนช่วยพิมพ์ข้อสอบให้รุ่นน้องออกบ่อย เลยเอามาใช้

เราว่าครูอุนอุนกับครูพัดมีบางอย่างที่คล้าย ๆ กันอยู่ ที่ชัด ๆ ก็น่าจะเป็นการคิดการพูดที่แฝงหลักการวิทยาศาสตร์ แต่ครูพัดจะ Soft core กว่าเยอะ
ไม่รู้จะทรงร่างครูทั้ง 2 คนได้ตรงแค่ไหน เลียนแบบสำนวนการพูดของครูอุนอุนสุดชีวิต (พวกเรื่องศาสนากับความเชื่อไม่กล้าเล่นเพราะไม่มีข้อมูล เอาเป็นแบบวิทย์จ๋าละกัน) ผปค. ทั้ง 2 ท่านและผู้อ่านทุกคนช่วยเสนอแนะเถิดจะเกิดผล

เอ้อ...เรื่องกิจกรรมชุมนุม เห็นยังไม่มีใครเขียนถึงเลย จัดการตบมือข้างเดียว แถเองเสร็จสรรพ เราคิดว่าน่าจะคล้ายชั่วโมงเรียนแต่เป็นแบบเบา ๆ และมีอาจารย์คอยแนะนำ แบบตอนเราเองที่อยู่ชุมนุมวิทยาศาสตร์อาจารย์ก็จะสรรหาของเล่นมาเล่นกันในห้องแล้วอธิบายด้วยหลักการแบบวิทย์ ๆ น่ะ

อ่านฟิคจบอาจจะกระอักออกมาเป็นวิทยาศาสตร์ แทรกอยู่ทุกอณุขุมขนเลยทีเดียว ถ้าอ่านไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องไปใส่ใจมากก็ได้จ้ะ

อ้อ...ที่รูปเปิด พุดเล็บมือขวาจะยาวหน่อยเพราะว่าเล่นกีตาร์แบบฟิงเกอร์ปิกกิง ไว้จะไปแปะใน DB ที่จะอัพตามมา


แถมเกร็ด Golden Mask สำหรับผู้ที่อยากรู้ต่อ
http://www.vcharkarn.com/varticle/328/2
แบบว่าเรายังขี้เกียจอ่านเลย ฮ่า ๆ เอามาใช้นิดเดียว




เจอกันเอ็นทรี่หน้าจ้ะ



ปล. 1 ปิดเทอมก็เหมือนไม่ปิด งานเยอะขั้นรุนแรง พยายามจะทำใจอยู่
ปล. 2 หลัง ๆ ไม่ได้เล่าถึงชีวิตตัวเองเลยแฮะ จะกลายเป็นบล็อกรรลบ. อยู่แล้ว แบบว่าชีวิตมันไร้สีสันสิ้นดี แถมเพื่อนเกรียนอีก เฮ้อออ...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

รุปประกอบโดนมามายฮ่าๆ ว่างๆไม่เยี่ยมบล็อกผมกันบ้างนะครับ ขอเป้นพันธมิตร กับบล็อกพี่ได้ป่าว ฮ่าๆ open-mounthed smile
ชอบวาดรูปเหมือนกันครับcry

#1 By bitonger[Drawing Mode] on 2009-03-13 19:06

แอร้ยยยยยยย รูปครูอุนหลอนได้ใจมากเลยค่ะ

ชอบจังเลยค่ะที่เอาคาแรคเตอร์ที่ไม่ค่อยมีใครเล่นมาผูกเรื่องได้สนุกขนาดนี้ อ่านเพลินจนจบโดยไม่รู้ตัวเลยค่ะ แล้วก็ขอปรบมือให้กับความพยายามของผปค.ที่อุตส่าห์ไปค้นคว้าข้อมูลมาเพื่อเสริมให้เรื่องสมจริงขึ้นทั้งเรื่องหน้ากากทองคำและเรื่องการล้างเครื่องแก้ว

อ่านเรื่องพุดกับวีรกรรมสุดแสบสมัยเด็กแล้วนึกถึงตัวเองตอนเด็กๆเหมือนกันค่ะ แต่พวกเด็กแสบนี่อาจารย์รักที่สุดเลยนะคะ ประมาณว่ามีปฏิสัมพันธ์กันบ่อย อาจารย์เลยสนิทมากเป็นพิเศษ ตอนวันสุดท้ายของม.6 นี่พวกเด็กแสบโดนอาจารย์ลูบหัวลูบหางสั่งลาแล้วไม่รู้แล้วอยู่นั่นแหละ รักกันเหลือเกิ๊นนนน

แล้วก็จะไม่มีไปจีบแบบ รอน-ครูเอม เด็ดขาด เพราะพุดถือว่าอาจารย์มีคุณวุฒสูงกว่า ละเอาไว้เป็นของสูง

แอร้ยยย โดนแซวด้วยเรอะ

#2 By irindel on 2009-03-13 20:56

ครูอุนหลอนได้โล่ห์มั่กๆครับ ทำเอาพุดสะดุ้งไปหลายทีเลยทีเดียว เหอๆๆ

อ่านเนื้อเรื่องมาก็เพลินๆครับ รู้สึกตัวอีกทีก็อ่านจบแล้ว 555+ แต่ถ้าเป็นเท็นคงไม่กล้ากินน้ำจากบิ๊กเกอร์แหะ sad smile

เจอประโยคตอนท้าย

แล้วก็จะไม่มีไปจีบแบบ รอน-ครูเอม เด็ดขาด เพราะพุดถือว่าอาจารย์มีคุณวุฒสูงกว่า ละเอาไว้เป็นของสูง

อะไร๊ ยังไม่ทันจีบเล๊ย

#3 By TEN+RON @Cubic S. on 2009-03-13 23:34

ครูอุนนี่สุดยอดจริงๆ แม้แต่ชงชาก็ยังทำได้ขนาดนั้น

ปล สงสารพี่พุดจริงๆแฮะ โดนยิ้มพิมพ์ใจไปหลายนัดเลยsad smile
หนอนแก้วของอาจารย์ภัทรพงษ์ จะกลายเป็นผีเสื้อตอนไหน?

อยากทานชากับครูอุนอุนจังcry

#5 By elites on 2009-03-15 20:02