[CS] EV : Two mans, two stories, one intention
posted on 01 Sep 2009 19:41 by accelerando in Cubicschool
เอ็นทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงเรียนลูกบาศก์
แขกรับเชิญ : รอน, ไทย, ครูเอม
Speed fiction ของจริง แทบจะใช้ไขสันหลังเขียนเลยทีเดียว (ไม่ผ่านสมอง กร๊ากกก~) เสี้ยนอยากเขียนมาก ๆ แต่เวลามิอำนวย รูปก็ไม่ได้วาด ไม่ได้ทำหน้าที่ตากล้องที่ดีเลยเรา
ลิงค์ตอนที่เกี่ยวข้อง :
... เหมือนผืนน้ำที่นิ่งสงบอยู่ แล้วมีเด็กโยนก้อนหินลงไป
... เกิดคลื่นน้ำแผ่เป็นวงกว้าง
... ผมไม่มั่นใจว่า ผมจะเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
... แต่ผมก็อยากช่วยอะไรบ้าง
... รอนก็คงคิดอย่างนั้นเหมือนกัน
[EV] Two mans, two stories, one intention
Pood’s part
“... เดี๋ยวฉันมานะ”
ทันทีที่ครูเอมเดินออกไปจากงาน สีหน้าของรอนดูไม่สบายใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เขาอึกอักพูดไม่ออก หันซ้ายทีขวาทีอย่างกระวนกระวาย และสุดท้ายก็หันมาบอกผมอย่างนั้น
“ไปเถอะ” ผมพอเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร
เมื่อได้ยินคำตอบ รอนก็รีบวิ่งออกไปที่ประตู
“เฮ้อ...” ผมเก็บกล้องถ่ายรูปใส่กระเป๋าสะพาย รอให้เหตุการณ์คลี่คลายลงกว่านี้ค่อยเก็บรูปใหม่อีกครั้ง
เมื่อครู่ ยังเป็นงานเลี้ยงชุดแฟนซีที่สนุกสนานอยู่เลย...
ไหนจะเรื่องน้องไทยกับน้องไอริส แล้วก็มีเรื่องของน้องหยินกับน้องโยอีก ผมกับรอนที่อยู่บริเวณนั้นพอจะได้ยินอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่ก็ไม่กล้าพูดหรือตัดสินใจทำอะไรลงไป
พอมีเหตุการณ์ของครูเอมเพิ่มเข้ามา รอนคงทนอยู่เฉยไม่ไหว...
กึก...
ระหว่างคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย มือของผมก็สัมผัสเข้ากับของสิ่งหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะอาหาร
“กล้องดิจิตอล...”
ผมพูดกับตัวเองเบา ๆ และหยิบมันขึ้นมา ไฟที่สวิตช์ on/off สีเหลืองยังกระพริบเป็นจังหวะ... ของใครกันนะ มาวางไว้ตรงนี้
มือของผมกดปุ่มเพลย์เพื่อดูรูปด้วยความชินมือ คิดไปคิดมามันก็เสียมารยาทอยู่เหมือนกัน
รูปภาพเกราะหัวสีดำที่เบลอเพราะการเคลื่อนไหวปรากฏขึ้น...
“น้องไทย... น้องไทยครับ”
หนุ่มน้อยชุดขาวหันมาตามเสียงเรียก
“อ้าว... พี่พุดนี่เอง บาทหลวงชุดดำเท่จังนะครับ” เขายิ้มให้ผมแม้ว่ามีผ้ากอซอยู่บนใบหน้า “มีอะไรเหรอครับ”
“กล้องนี่ ของน้องไทยหรือเปล่า เห็นวางอยู่บนโต๊ะตรงโน้น” ผมยื่นกล้องดิจิตอลให้ เด็กหนุ่มยิ้มขึ้นอีกครั้ง
“กล้องผมเอง ตอนแรกนึกว่าหายซะแล้ว ขอบคุณครับ!” น้องไทยไหว้และรับกล้องจากมือของผม และเขาก็กดเพลย์เพื่อดูรูปเหมือนกับตอนที่ผมทำ
“... สงสัยไอริสจะเผลอถือติดมือไป เลยไปวางไว้ซะไกล” น้องเอ่ยเบา ๆ ขณะมือคลิกดูภาพไปเรื่อย ๆ
“ไม่เป็นไรครับ”
ผมตบบ่าน้องไทยเบา ๆ
อยากพูดอะไรมากกว่านี้เหมือนกัน แต่ผมไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
“ผมไม่เป็นไรหรอกครับ พี่พุด ผมก็พอเข้าใจว่าผมผิดส่วนหนึ่งเหมือนกัน ไอริสจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่แปลก” อีกฝ่ายยิ้มแห้ง ๆ “เพราะอย่างนี้หรือเปล่าครับ พี่พุดถึงได้ขอพวกผมทุกครั้งก่อนจะถ่ายรูปเดี๋ยวหรือรูปกลุ่ม”
“อืม... ก็ส่วนหนึ่งครับ”
ผมตอบ
“ภาพ snap shot ฉากหลุด ๆ ฮา ๆ ก็ขำดี แต่บางครั้ง คนที่ถูกถ่ายภาพเขาไม่สนุกด้วยน่ะครับ...” ผมพยายามเรียบเรียงคำพูด “แต่พี่คิดว่า ที่น้องไทยคิดแบบนี้ก็ดีกว่าตอนที่พี่สมัยก่อนคิดตั้งเยอะ... เพราะตอนนั้น พี่เจ็บตัวคนเดียวไม่พอ ยังทำให้คนอื่นเจ็บตามไปด้วย...”
พูดไปพูดมา ก็วกเข้าเรื่องตัวเองซะอย่างนั้น แล้วน้องไทยจะรู้เรื่องไหมเนี่ย
“เอ่อ... เมื่อกี้ช่างมันเถอะ พี่ก็พูดเรื่องแบบนี้ไม่เก่งเท่าไหร่ แต่เอาเป็นว่าพี่อยากน้องไทยสบายใจขึ้น อยากให้สนุกกับงาน ไม่อยากให้เรื่องแย่ ๆ ทำให้น้องไทยไม่สบายใจ...” ผมรีบสรุปก่อนที่ปากผมจะพาเรื่องออกนอกทะเลไปกว่านี้ “...แบบว่า มันเริ่มใหม่ได้ สนุกกับงานอีกครั้งเถอะนะครับ”
“ครับผม ๆ แค่พี่พุดกับเพื่อน ๆ เป็นห่วงแบบนี้ ผมก็ดีใจแล้วล่ะครับ” หนุ่มน้อยยิ้มให้ผม สีหน้าดูดีขึ้นกว่าเดิม “ขอโทษนะครับ ที่ทำให้เป็นห่วง”
“ไม่เป็นไรครับน้องไทย” ผมยิ้มตอบ
“งั้น... มาถ่ายรูปคู่กันไหมครับ พระสันตะปาปาสีขาวกับบาทหลวงสีดำ ต้องออกมาเท่แน่ ๆ” น้องไทยชูกล้องขึ้น
“ได้สิครับ”
____________________
Ron’s part
ชายหนุ่มชะลอฝีเท้าลง เมื่อได้ยินเสียงสะอื้นไห้ดังมาจากบันได
ภาพหญิงสาวร่างบางสั่นระริกที่ตีนบันไดนั้น ทำให้เขาคิดว่า เขาต้องทำอะไรสักอย่าง
... มีอะไรบ้างนะ ที่คาวบอยเถื่อน ๆ อย่างเขาพอจะทำให้เจ้าหญิงผู้เลอโฉมรู้สึกเศร้าน้อยลง
ฉึบ...
เขาถอดเสื้อกั๊กหนังออก เดินลงบันไดช้า ๆ
“ไม่เป็นไรครับ”
เขาเอ่ยเบา ๆ พร้อมกับเอาเสื้อกั๊กห่มไหล่เล็ก ๆ ของหญิงสาว
“อยากได้เป็นผ้าคลุมไหล่ผืนใหญ่ ๆ แบบพุดเหมือนกัน แต่ผมก็มีอยู่แค่นี้ล่ะครับ” เขายิ้มน้อย ๆ ให้ฝ่ายตรงข้าม
เอมิกาเงยหน้าเปื้อนน้ำตาขึ้นมา แล้วกระเถิบถอยรอนจนชิดกำแพง ก่อนจะซบหน้าลงกับฝ่ามืออีกครั้ง
ชายหนุ่มนั่งลงชิดกับราวบันได
“ไม่เป็นไรครับ”
รอนเอ่ยอีกครั้ง
“ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร... ครูเอมก็ยังคือครูเอมที่ผมเคารพรักอยู่ดีครับ”
ไม่มีคำพูดของใครเอ่ยออกมาอีก
มีเพียงชายหนุ่มหญิงสาว และความมืดสลัวยามค่ำคืน
ดูเหมือนเสียงสะอื้น จะเริ่มเบาลง...
Fin.
(จบเหอะ ให้คนอื่นเขาเขียนต่อ เพราะไม่รู้จะดำเนินเรื่องไปได้อีกสักกี่น้ำ งานหลวงจี้ก้นครับพี่น้อง)
เนื้อเรื่องย่อ :
- บาทหลวงคาวบอยออกโรง
- ฝ่ายพุด เจอกล้องของไทยที่ไอริสคว้ามาถ่ายรูปแล้ววางเอาไว้ เลยเอาไปคืนไทย
- พุดพยายามปลอบ (?) ไทยสุดความสามารถ เวิ้นเว้อวกเข้าเรื่องแฟนตัวเองบางช่วง
- เหมือนไทยจะสบายใจขึ้น
- ฝ่ายรอน พอครูเอมออกจากงาน รีบบึ่งตามไปทันที
- เจอครูเอมนั่งร้องไห้อยู่ที่ตีนบันได
- ไม่รู้จะทำไงดี เลยเอาเสื้อกั๊กหนังที่ใส่อยู่ห่มไหล่ครูเอม ปลอบ (?) เท่าที่จะทำได้
- นั่งเป็นเพื่อนครูเอมเงียบ ๆ จนครูเอมร้องไห้น้อยลง
- ใช้คำว่า “ไม่เป็นไรครับ” เปลืองชะมัด
ประเด็นสำคัญ
- ทั้งพุดทั้งรอน เห็นเหตุการณ์ตั้งกะต้นจนจบ แล้วแค่อยากให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้น แค่นั้นแหละ ไม่มีอะไรมาก
- เรื่องพุดกับแฟน อ่านละเอียดได้ใน DB 1.2 จ้ะ
โซนผู้ปกครอง :
เขียนแบบด่วนเวอร์ ๆ เพราะเดี๋ยวต้องไปทำงานต่อแหล่ว ชีวิตรันทดเหลือหลาย
อุปถัมภ์ช่างรอนแบบถึงลูกถึงคนมาก ๆ นับเป็นระเบิดหรือเปล่า ฉากนี้ จะโดนผปค. ตัวจริงเบิ๊ดกะโหลกไหมเนี่ย เขียนอะไรไม่ปรึกษา
ผปค. ลูก ๆ หลาน ๆ ในเรื่องโปรดเช็คด่วน
เราคงเขียนจบแค่นี้ ที่เหลือก็ยกให้ผปค. ท่านอื่นสานต่อเจตนารมณ์ต่อไป
เจอกันเอ็นทรี่หน้า
ปล. อยากวาดรูปจางงง...