บ้าน ช่อง ห้อง มหาวิทยาลัย
posted on 01 May 2008 13:25 by accelerando in Diaryวันนี้จะมาเล่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่คั่นรายการเที่ยวสักหน่อย นี่ก็ปาไปอาทิตย์ที่ 4 แล้ว เดี๋ยวไป ๆ มา ๆ กลับเมืองไทยเสียก่อน ไม่ได้เล่าเรื่องอื่นนอกจากเที่ยวกันพอดี แบบว่าคอมฯ เล่นลำบาก ต้องเลือกเรื่องมาลงเอา =w="
ช่วงนี้อากาศหนาวขึ้น อุณหภูมิแต่ละวันไม่เคยเกิน 20 องศา เสื้อคลุมเราก็มีอยู่ตัวเดียวซะงั้น ก็ต้องปฏิบัติการขอยืมคุณป้า...

เสื้อแขนยาวสีดำใส่ทับเสื้อเราอีกชั้น พอดีตัวเป๊ะ ๆ ยังกับเป็นเสื้อเราเอง ฮา...
ว่าด้วยบ้าน
บ้านเราประกอบด้วยสมาชิกรวมเราแล้ว 3 คน คนแรกก็เราเอง คนที่สองก็คุณป้า คนที่สามก็พี่แอนนา
คุณป้าโฮสต์ ชื่อไดแอน อาชีพดีไซเนอร์ (เสื้อหมา)
คุณป้าผมยาวสีบลอนด์หยักศก แต่ไม่ตาสีฟ้านะ ออกน้ำตาล ร่างท้วม ๆ ตามสไตล์คนแก่ ใช้ผ้าโพกหัวกับต่างหูคู่เบ้อเริ่มอยู่เป็นประจำ นึกสภาพฮิปปี้หรือยิปซีเข้าไว้ นั่นแหละคุณป้าเรา
คุณป้าเป็นคนอารมณ์ศิลปิน ตื่นเช้ามานั่งสมาธิกับเล่นโยคะ เรื่องเล่นดนตรีกับร้องเพลงขั้นเทพ ขอให้ถาม เพลงอะไรก็ร้องได้หมด จะเชี่ยวชาญเพลงเก่า ๆ เป็นพิเศษ คุณป้าไปเป็นนักร้องรับเชิญตามโรงแรมบ้าง แต่เท่าที่เรามาคุณป้าก็ไม่ได้ไปสักทีเพราะอากาศช่วงนี้ไม่ค่อยดีกับคุณป้าเป็นหวัด เหมือนคุณป้าจะทำงานศิลปะวาดภาพบ้าง แต่ก็นาน ๆ ครั้ง
ด้านอาชีพหลัก คุณป้ามีร้านหุ้นกับเพื่อน (มั้ง) อยู่ในเมือง โดยคุณป้าทำเสื้อหมา แล้วเพื่อนคุณป้าเป็นคนอาบน้ำทำขนหมา ครบวงจรจริง ๆ บางครั้งช่วงวันหยุดคุณป้าก็จะไปเปิดท้ายขายของตามตลาดนัด อ้อ...ตอนนี้รู้แล้วว่ารถตู้ของคุณป้าไม่ใช่รถดัดแปลง มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว ไอ้พวกตู้ กับซิงค์น้ำทั้งหลายน่ะ เขาเรียกรถแบบนี้ว่าแคมเปอร์แวน

สภาพภายในรถ ด้านบนมีเตียงขึ้นไปนอนได้
คุณป้ามีลูกสาวกับลูกชาย เป็นผู้ใหญ่มีครอบครัวกันหมดแล้ว แยกย้ายกันไปอยู่ ลูกชายไปไกลอยู่คนละเมือง แต่ลูกสาวยังอยู่เมืองเดียวกันกับคุณป้า มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกสาวคุณป้าเขาไม่อยู่บ้านหลายวันเลยเอาหมามาฝากไว้ เป็นหมาพันธุ์บีเกิลชื่อจอร์จ น่ารักมาก เชื่อฟังคำสั่งดี ว่านอนสอนง่าย ผิดกับหมาที่บ้านเราลิบลับเลย ฮ่า ๆ
พี่ร่วมบ้าน คุณพี่แอนนา ชื่อจริงชื่อซูอา (ฟังหลายรอบละ ครั้งนี้คงสะกดถูกแล้วมั้ง) ชาวเกาหลี อายุ 23 เรียนวิศวฯ
พี่เขาตัวเล็ก ๆ ผมยาว ชอบใส่กระโปรงกับกางเกงขายาวรัดรูป ไม่เหมือนเราที่ล่อกางเกงยีนส์ตลอดทุกวัน (เพราะเอามาแต่ยีนส์ =w=") ใส่แว่นบ้างเวลาอ่านหนังสือกับดูทีวี อืม...วิศวฯ เกาหลีนี่นุ่มนิ่มกว่าที่คิดแฮะ (หรือว่ามีแค่พี่เขาคนเดียววุ้ย) เพราะเพื่อนเราที่อยู่คณะวิศวะฯ นี่เถื่อนถึกและบึกบึน ดูเซอร์ ๆ กันทั้งนั้น
พี่เรียนภาษาอังกฤษที่ม. เดียวกับเราแต่คนละหลักสูตร เรียนนานกว่า ยากกว่า ทำรายงานภาษาอังกฤษเป็นเล่ม เราแค่เรียงความกับรายงานพูด 3 นาทีก็แย่แล้ว เหอ ๆ พี่ทำงานกับคอมฯ ที่ม. ที ไร้ซึ่งอุปกรณ์เซฟงาน ทำยังไม่เสร็จพอจะกลับบ้านก็ต้องทำเป็นเมลส่งเข้าเมลตัวเอง...ขนาดเรามาอยู่แค่ 5 อาทิตย์อุปกรณ์ยังครบเลย ทั้งแล็ปท็อปทั้งแฮนดีไดรฟ์ เจ๊ไม่มีอะไรสักอย่าง ก็งงเหมือนกัน ต้องอยู่นานกว่าเราแท้ ๆ จะว่าเงินไม่มีก็ไม่ใช่ เพราะเจ๊มาเรียนที่นี่เจ๊ใช้ทุนตัวเอง ไม่ใช่ถูก ๆ นะนั่น เรายังใช้ทุนของมหาลัยมาเรียนเลย ถ้าให้มาเองคงไม่เอา
พี่แกก็ดีใช้ได้ แต่ค่อนข้างเรื่องมาก ชอบทำอะไรคนเดียว ไม่ค่อยเกรงใจชาวบ้านเท่าไหร่ เห็นเราอายุน้อยกว่าเลยเหมือนไม่ค่อยฟังเราอีกต่างหาก...อืม ถ้าคนเกาหลีเป็นอย่างนี้หมดทุกคน ชาตินี้เราคงไม่คิดไปเหยียบประเทศเกาหลีอะ ทำเอาเราอารมณ์เสียประจำ
มาดูรูปถ่ายกันต่อ

บ้านโฮสต์ของเราเป็นบ้านหลังเล็ก ๆ มี 2 ชั้น แต่มีชั้นเหนือดินชั้นเดียวกับชั้นใต้ดิน (มันเรียกว่า 2 ชั้นได้ไหมเนี่ย) ข้างล่างเป็นส่วนห้องทำงานศิลปะของคุณป้าเขา ตั้งแต่อยู่มาก็ยังไม่เคยลงไปดูสักที
-133

สวนหน้าบ้าน ปลูกต้นไม้แปลก ๆ กับสมุนไพรไว้เพียบ บางชนิดก็เคยเห็นที่เมืองไทยนะ แต่พอมาเจอชื่อฝรั่งเราก็มึน ๆ เหมือนกัน
เฉลย...
...
...แตงกวา
จริงจริ๊ง!! >[]</ เชื่อกันหน่อยเด้! แตงกวาออสเตรเลียมีหนาม เห็นตอนแรกก็งง เกือบจะถามคุณป้าแล้วว่าทุเรียนพันธุ์อะไร พอคุณป้าบอกว่าแตงกวาถึงกับอึ้ง เป็นแตงกวาพันธุ์หนึ่ง (อย่างปกติก็มีนะ กินกันบ่อย ๆ) ผ่าดูข้างในก็คล้าย ๆ กับแตงกวาบ้านเรานั่นแหละ คุณป้าเคยเอามันใส่เป็นสลัดสำหรับข้าวเที่ยงเรา รู้สึกว่าคุณป้าจะใช้ลูกที่สุก ๆ หน่อยมั้ง รสเปรี้ยวจี๊ดเลย

บ้านจะมีแต่ห้อง มีทางเดินแคบ ๆ อยู่นิดเดียว ใช้พื้นที่ได้คุ้มมากมาย แล้วแต่ละห้องก็จะเชื่อม ๆ กันเดินทะลุไปห้องโน้นห้องนี้ได้ ที่เห็นห้องตรงไปด้านหน้าเป็นห้องของพี่แอนนา ผ้าแดง ๆ ที่เห็นเป็นกิโมโน ทางด้านขวาของกิโมโนก็จะเป็นประตูห้องเรา

ที่นั่งเล่น ส่วนใหญ่เราเอาไว้นั่งหวีผมกับทาครีม...นี่เราหลุดเข้ามาในเรื่องโมโนโนเกะหรือเปล่าเนี่ย สีกับลายมันกระแทกลูกตามาก ๆ

ชีวิตรก ๆ กลับจากม. จะเป็นอย่างนี้ประจำ แล้วก็มาลำบากโกยของตอนมืด ๆ

โต๊ะทำงานคู่ชีพ ใช้ตั้งแต่เขียนเรียงความยันเล่นคอมฯ ด้านขวาจะเป็นตู้เสื้อผ้า แต่เราก็ใส่พวกอุปกรณ์อาบน้ำไปด้วย เพราะห้องน้ำต้องใช้รวมกับพี่แอนนา ไม่อยากเอาของอะไรไปวางไว้ ดังนั้นในห้องน้ำก็จะมีแต่ของ ๆ พี่เขาเท่านั้นแหละ เราเก็บทุกรอบ จะมีอย่างเดียวคือผ้าเช็ดตัวที่ผึ่งเอาไว้

หุ่นไม้ที่อยู่บนโต๊ะ ตอนแรกมันก็อยู่เฉย ๆ แต่เราก็เอามาดัดเล่น ปัจจุบันไม่ได้เป็นแบบนี้แล้วนะ กลายเป็นคนกับหมาวิ่งด้วยกัน

ตู้ ใช้อยู่แค่ล็อกขวาบนอันเดียว ไว้ใส่พวกของจุกจิกทั้งหลาย

เตียง...มันไม่เข้ากับเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ ในห้องสุดแล้ว มาซะน่ารักเชียว ขอลายแนว ๆ แบบตรงโซฟาไม่ได้เหรอ... > <"

มีเตาผิงด้วยล่ะ แต่คงไม่ได้ใช้

ริมห้องนั่งเล่นก็จะเป็นโต๊ะกินข้าว

ห้องนั่งเล่นอีกที มีเปียโนอยู่ด้านในสุด และมีเครื่องดนตรีชิ้นอื่น ๆ วางเกลื่อน

ถัดไปจะมีเครื่องซักผ้า แล้วก็ตู้เย็นตู้ที่สองกับไมโครเวฟ ก็สงสัยอยู่ว่าทำไมไม่ไปอยู่ในห้องครัวให้หมด ๆ ไปฟะ

ด้านข้างก็เป็นที่ทำงานของคุณป้า คุณป้าจะมาเย็บเสื้อหมาตรงนี้ประจำ

ห้องน้ำ ตัวอักษรญี่ปุ่น (หรือจีน?) นั่นมันอ่านว่าอะไรก็ไม่รู้ บอกแล้วไง ความรู้ภาษาอื่นนอกจากอังกฤษมีค่าเท่ากับศูนย์

สวนหลังบ้าน บางทีจะมีพวกนกแก้วสีแปร๊ด ๆ มาเดินเล่น

ถ่ายจากห้องนั่งเล่นไปตรงหน้าบ้าน เป็นมุ้งลวดพอดีเลยเบลอนิด ๆ หมอกกำลังลง
อาหารการกิน เราไม่มีปัญหา เพราะคุณป้าเขาชีวจิต ทุกอย่างต้องปลอดสารพิษ ข้าวแต่ละมื้อต้องมีประโยชน์ครบ 5 หมู่ คอนแฟล็กที่เพื่อนเราบอกว่าซัดกันทุกเช้านี่เราไม่ได้กิน คุณป้าบอกว่ามันมีแต่น้ำตาลกับแป้ง กินไปอ้วนเปล่า ๆ อะไรแบบนั้น อาหารฝรั่งที่มีเนื้อเยอะ ๆ มันฝรั่งแยะ ๆ เราก็ไม่ค่อยเจอ คุณป้าเขาบอกว่าอาหารเอเชียดีกว่าเป็นกอง มีประโยชน์และไขมันน้อย แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ไม่ค่อยจะมีเนื้อให้กินเลยอะ กะไว้ว่าถ้าได้แวะร้านอาหารไทยในเมืองจะไปฟาดแกงเนื้อให้หายอยาก รู้สึกว่ามันอร่อยมากเลยอะพอมาอยู่ที่นี่
เพื่อนเขาบอกตาม ๆ กันว่าน้ำหนักขึ้นมาหลายกิโล ส่วนของเรานี่แทบไม่ต่างจากเดิมเลยแฮะ ก็ดีเหมือนกัน ฮ่า ๆ
อยู่บ้านก็ช่วยคุณป้าทำโน่นทำนี่ คอยคุยด้วยบ่อย ๆ เพราะเขาว่ากันว่าคนแก่มักจะขี้เหงา อยากให้เราดูแล เราก็ทำตัวเป็นเด็กดีหน่อย (สร้างภาพพอสมควร ไม่ใช่นิสัยตูทั้งน้านนน...ที่ทำ ๆ อยู่เนี่ย) เพราะเราเป็นเด็กไทยคนแรกที่คุณป้ารับเป็นผู้ดูแลด้วย ต้องทำตัวดี ๆ ไม่ให้ภาพพจน์เมืองไทยเสีย หุ ๆ
เรื่องทำความสะอาดบ้านเราก็ยังใช้เครื่องดูดฝุ่นเขาไม่เป็น กะจะถามเหมือนกันแล้วคอยช่วยตอนวันหยุด แต่ถ้าเรื่องล้างจานนี่เราเลเวลอัพขึ้นอย่างแรง อยู่นี่ช่วยคุณป้าล้างอย่างเมามัน อยากบอกว่าน้ำยาล้างจานที่นี่มีดีแค่ฟอง แต่สู้ซันไลท์บ้านเราไม่ได้ ถูให้ตายก็ไม่หายมัน (ผงซักฟอกก็ครือ ๆ กัน) เราก็เอาให้สะอาดที่สุดเท่าที่ทำได้อะนะ เห็นคุณป้าขัดนิด ๆ ลวกน้ำร้อนก็พอเลย แบบว่าคราบยังอยู่ เราเลยพูดกับตัวเองไว้ว่าเวลาเราล้างต้องเอาให้เอี่ยม เท่าที่น้ำยาล้างจานจะอำนวย ให้อารมณ์เหมือนตอนล้างบีกเกอร์ล้างอุปกรณ์ทดลอง ต้องขัดแล้วขัดอีก ดูว่าเมื่อไหร่จะสะอาด
พี่แอนนาเขาไม่ค่อยใส่ใจเรื่องล้างจานคล้าย ๆ คุณป้านั่นแหละ แถมพี่แกล้างทีไม่เคยจะทำความสะอาดซิงค์น้ำหลังล้างจาน ปล่อยมันเขรอะ ๆ ไว้งั้นอะ ต้องลำบากเรามาเก็บตอนเวรเราล้างจานทั้งปี
ขอให้คนเกาหลีคนอื่น ๆ ที่อยู่ในประเทศเกาหลีดีกว่าพี่คนนี้หน่อยทีเท้อออ...ตูขอล่ะ
แบบว่าเจ๊ทำตัวไม่น่าเคารพเลย เป็นผู้ใหญ่ซะเปล่า รักษาภาพพจน์ประเทศเจ๊หน่อยสิวะ
ไม่มีพวกของไทย ๆ ไปโชว์ให้เขาดูเลยเรา อาหารไทยก็ทำไม่เป็น (คอยเป็นแต่ลูกมือช่วยคุณป้าหั่นผัก ปอกมันฝรั่งตูก็ยังไม่รอด...) ดนตรีเป็นแต่เปียโนแล้วดันไม่ได้ฝึกเพลงไทยไปซะงั้น นาฏศิลป์ไทยทุกชนิดไม่เป็นมันสักอย่าง ที่เอาไปให้คุณป้าแล้วคุณป้าชอบคืออนิเมชันที่ติดไปกับแล็ปท็อป ซึ่งมันก็ของญี่ปุ่นอยู่ดี เฮ้อ... ให้คุณป้าดูเรื่องโมโนโนเกะ แล้วคุณป้าชอบมากมาย ตอนนี้ไรท์แผ่นให้คุณป้าแล้วเรียบร้อย ติดใจมาก ๆ
ทำไมเมืองไทยมันไม่ทำอนิเมชันดี ๆ ออกมาบ้างฟะ จะได้เอาไว้ดูเอาไว้โชว์ชาวบ้านชาวช่อง
ตอนว่าง ๆ คุณป้าก็สอนกีตาร์เราด้วย อันที่จริงอยากลองอะไรแปลก ๆ อาทิแมนโดลินหรือแอคคอร์เดียน แต่กลัวว่ากลับเมืองไทยจะไปหาซื้อมาเล่นต่อไม่ได้นี่สิ ก็เลยเอากีตาร์ไว้ก่อน มีชัวร์ ๆ ตอนนี้นิ้วก็เริ่มด้าน กะว่ากลับไปเมืองไทยจะไปซื้อกีตาร์มาเล่นต่อ นิ้วด้านแล้วก็ต้องด้านให้เป็นประโยชน์ แล้วมันพกสะดวก จะได้เอาไว้ไปเล่นที่หอพักมหาลัยเมืองไทยต่อ
ทางด้านละแวกบ้าน ข้างบ้านเราเพิ่งย้ายมาใหม่ ๆ ลูกชายเจ้าของบ้าน (คิดว่านะ) เล่นกลองชุด คุณป้าบอกว่าเขาก็มาถามด้วยว่าซ้อมได้ตอนไหน อืม...ก็น่ารักดีนะ มาขออนุญาตกันก่อน
ที่หัวมุมถนน ก็เป็นบ้านที่รับนักเรียนที่มาด้วยกันกับเรา บ้านนั้นเขารับรุ่นพี่คณะเดียวกันกับเราแล้วก็นักเรียนญี่ปุ่นด้วย อยู่กัน 2 คนเหมือนเรา ก็เดินไปคุยด้วยบ่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้สนิทกับพี่เขานักเพราะพี่เขาลูกคุณหนูไฮโซววว...สุดหูรูด คุยกันคนละภาษาไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ และบ้านนั้นก็เหมาะกับพี่เขาดี บ้านหลังใหญ่สไตล์โมเดิร์นเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่เหมือนบ้านเราหรอก ทุกอย่างระบบแมนนวล ใช้มือ 2 ข้างนี่แหละทำ จะมีใช้เครื่องก็แค่เครื่องซักผ้ากับเครื่องดูดฝุ่นละมั้ง ฮ่า ๆ
ว่าด้วยมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยเซาเธิร์นครอส เป็นมหาวิทยาลัยกลางป่าเขาลำเนาไพรขนาดเล็ก คณะไม่ค่อยมีให้เลือกเยอะ แต่ว่าก็ดูดีกว่ามหาวิทยาลัยเมืองไทยของเราเป็นกอง
ที่นี่ก็เหมาะจะมาเรียนภาษาเพราะมีหลักสูตรสำหรับฝึกภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ จะมีพวกชาวต่างชาติโดยเฉพาะเอเชียมาเรียนเยอะมาก มีหลายระดับให้เลือกเรียน อย่างเรากับเพื่อน ๆ ก็เรียนแบบธรรมดา ของพวกพี่แอนนาก็เรียนหลักสูตรขั้นสูงขึ้นไป อะไรทำนองนี้ ก็ได้พูดคุยกับพวกนักเรียนหลักสูตรอื่นบ้างเหมือนกัน สนุกดี ได้รู้อะไรหลาย ๆ อย่างเพิ่มขึ้นเยอะ

สภาพตึกเรียน ต้องข้ามสะพานข้ามลำน้ำเล็ก ๆ ด้วยนะ

ที่นี่เขารับนักเรียนมาหลายรุ่นแล้ว แต่ละรุ่นก็มีพวกรูปถ่ายหรือพวกเขียนความประทับใจใส่กระดาษแปะบอร์ดไว้เพียบ ส่วนใหญ่เป็นจีน เกาหลี ญี่ปุ่น

ห้องเรียนเรา เรียนห้องละ 12 คน
พวกนักเรียนไทยที่ไปด้วยกัน ต่างคณะ ความรู้ภาษาอังกฤษก็ต่างกัน มีตั้งแต่พูดได้นิดเดียวจนไปถึงขั้นเทพ
ทางด้านหลักสูตรภาษาอังกฤษขั้นสูง ก็มีพระจากเมืองไทยมาเรียนด้วยรูปหนึ่ง ท่านชื่อวีรพงศ์ พวกเราไหว้ท่านกันทุกเช้า เรียกท่านว่าหลวงพี่ ๆ ประจำ หลวงพี่ท่านแนะนำอะไรให้เด็ก ๆ อย่างเราเยอะแยะเลย
นอกจากหลวงพี่แล้วก็จะเป็นนักเรียนจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ที่เยอะ ๆ งวดนี้ก็จีน ส่วนใหญ่อายุ 20 ขึ้นกันทั้งนั้น เรียนจบไปแล้วมาเรียนภาษาที่นี่ก็มี ทุกคนล้วนแล้ว (เท่าที่ถาม) มาด้วยทุนตัวเอง (แต่หลวงพี่เหมือนได้ทุนแบบพวกเรา) ก็ค่อนข้างมีเงินกันพอสมควรล่ะ
มีอิตาลีมาเรียนด้วยคนนึง (โอ้ววว...เยส!!) โอกาสจะได้คุยกับอิตาลีตัวเป็น ๆ อย่างนี้มีน้อยเราก็เลยเข้าไปคุยกับพี่เขาบ้างบางครั้ง
คุณพี่อิตาลีชื่อ ออกุสโต (สรุปแล้วชื่ออิตาลีมันต้องลงสระโอใช่ไหม...ทั้งในรีบอร์นและชีวิตจริง) อายุ 26 ผมสั้นสีทองอมน้ำตาล ตาสีน้ำตาลอ่อน ๆ (เอาแบบในรีบอร์นมันคงหายากอะเนอะ) ตัวสูงปรี๊ดชนิดคุยทีพี่แกต้องนั่งแล้วพวกเรายืน ไม่ก็ต้องนั่งกันหมด พี่เขากะมาเรียนภาษาอังกฤษที่ออสเตรเลียครึ่งปี ตอนนี้มาอยู่บ้านญาติ ไม่ต้องพึ่งโฮสต์
เฮียขยันพูดขยันฝึกดี แต่เสียตรงเฮียติดสำเนียงอิตาลี (ซึ่งเรียกกันในหมู่เพื่อน ๆ เราว่า เฮียพูดเหน่อสุดหูรูด) ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง แต่ก็นับว่ามีความพยายามดี นับถือ ๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเฮียไปงานเลี้ยงที่บ้านพี่หัวมุมถนนของเรา พี่เขามาบอกตอนเช้าว่าไอ้เหน่อพูดเสียงดังมาก ๆ (อาจเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่กระดกกันอยู่) โชคดีที่เพื่อนบ้านไม่อยู่ ไม่งั้นต้องออกมาด่าแหง ๆ ...ได้ข้อสรุปเพิ่มว่า อิตาลีพูดเสียงดังแบบสควอลโลมีจริง ฮ่า ๆ
นอกจากนั้นบางคนก็จะอยู่บ้านโฮสต์เดียวกันเหมือนเรา ก็มักมีเรื่องขำ ๆ ฮา ๆ มาเล่าสู่กันฟังประจำ ไม่ว่าจะเฮียคนจีนรวยอารมณ์ขัน หรือเจ๊นักเรียนญี่ปุ่นที่นุ่งกระโปรงสั้นกุด กางเกงคืบเดียว มาเรียนได้ทุกวันโดยไม่สะทกสะท้านต่ออากาศหนาว ฯลฯ
มีคนรู้จักชาวต่างชาติดีตรงที่นินทาระยะเผาขนได้โดยที่เขาไม่รู้เรื่องนี่แหละ ฮ่า ๆ
ที่ม. มีร้านอาหารไทยที่เพื่อนเราไปแวะกันแทบทุกวัน เจ้าของเป็นคุณป้าคนไทย ใจดีมาก ๆ ลดราคาข้าวกล่องให้บางครั้ง (คิดว่านะ ไม่ได้ไปซื้อกิน เก็บตังค์ไว้ซื้อของ ฮ่า) นัดกันไว้ว่าก่อนกลับจะให้มาทำขนมไทยกินด้วยกัน
ทุกวันพฤหัสอาจารย์เขาจะมีพวกฝรั่งอาสาสมัครมาคุยกับเราให้เราฝึกภาษา จะมีหน้าประจำเข้ามาคุยมันทุกอาทิตย์แล้วก็เจอกันบ่อย ๆ ตามห้องสมุดคือ พี่แอนดี พี่แกเป็นหนุ่มเรียนบริหารเกือบจะจบแล้ว หัวพี่แกจะใส่เจลทำทรงหนามทุเรียนแข็งโป๊กทุกครั้งที่ได้พบเจอ คุยสนุกปล่อยมุขบ้าบอคอแตกเรียกเสียงฮาไต้ทุกรอบ แต่ก็เห็นเวลาพี่เขาทำงาน พี่เขาก็คงแก่เรียนใช้ได้นะ พี่เขาสนับสนุนพวกเราเต็มที่ เสริชข้อมูลแล้วปรินท์ออกมาให้บ้าง ไปถ่ายเอกสารหนังสือให้บ้าง เพราะที่นี่ปรินท์งานกับถ่ายเอกสารต้องมีการรูดบัตรเก็บเงินด้วย อย่างเรา ๆ หมดสิทธิ์เพราะมาเรียนแค่เดือนกว่า ไปขอให้อาจารย์ถ่ายให้บางทีก็ไม่อยู่ พวกเราก็เลยใช้พี่แอนดีกันอยู่บ่อย ๆ ฮา...
มีอีก 3 คนที่เข้ามาคุยประจำ คนแรกก็เจมส์ คนนี้เราไม่ค่อยได้คุยด้วยเท่าไหร่ แต่ก็มาทุกรอบ
คนที่สองจำชื่อไม่ได้ เป็นเพื่อนของพี่แอนดี แต่คนนี้เขาไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย เขาบอกว่าทำงานอยู่ที่ร้านเช่าวีดีโอ
คนที่สามไรอัน หมอนี่เท่าที่คุยกัน มันอายุ 18 เท่าเราแต่ก็ไม่เรียนมหาวิทยาลัยต่อ วัน ๆ มันไม่ทำงานทำการอะไรสักอย่าง นั่ง ๆ นอน ๆ ฟังเพลงอยู่บ้านผลาญเงินพ่อแม่เป็นอย่างเดียว ข้าวปลาอาหารไม่กิน กินเป็นอาหารเสริมอัดเม็ดเอา ไปเที่ยวมาหลายประเทศเหมือนกัน แต่ก็เงินพ่อแม่มันทั้งนั้น อย่างนี้แล้วอนาคตมันจะเป็นไงวะเนี่ย...ไม่อยากคิดเลยเว้ยเฮ้ย...
พูดเรื่องมหาวิทยาลัย ต้องพูดเรื่องการเดินทางไปกลับด้วย มันถึงจะครบเครื่อง
อยู่ที่นี่เราต้องเดินไปกลับเองเพราะบ้านใกล้ ข้ามถนนทีเดียวถึง แต่ว่าจะถ่อมาถึงตึกเรียนที่มิใช่เรื่องง่าย อยู่ซะไกล
ตอนขามามันไม่ลำบากหรอก เพราะเป็นทางลงเขา แต่ไอ้ขากลับนี่สิ...

ระหว่างทาง ถ่ายตอนเย็น ๆ พอดีเลยมืดไปหน่อย

ต้นไม้เยอะจริง ๆ มหาวิทยาลัยนี้
แล้วก็เส้นทาง...

ดูจากรูปไม่ค่อยออก แต่นี่ถ่ายตอนขาขึ้นเขา ทางที่ไม่ใช่บันไดชันเกือบ ๆ จะ 90 องศาเลยทีเดียว กว่าจะขึ้นไปถึงข้างบนได้นี่หอบฮัก มาอยู่ตั้ง 4 อาทิตยแล้วแต่ก็ยังไม่ชินสักที

ชันได้อีก...อูยยย...ตูเหนื่อยเว้ยยย...

ทางเดินด้านหนึ่งจะเป็นภูเขา อีกด้านหนึ่งก็หน้าผานี่แหละ สูงลิบ เดินต้องระวังกันพอสมควร

คู่ฮิบะเรียวเฮมันก็ดีเหมือนกันนะ...
มันยังเล่นได้จนหยดสุดท้าย ฮ่า ๆ ตอนเย็นวันอากาศดีจะได้เห็นพระอาทิตย์ตกหลักจากขึ้นเขาสำเร็จ
ไว้เจอกันเอ็นทรีหน้านะจ๊ะ
ปล. ช่วงนี้เห่อยูกิภาคใหม่

ขอหน่อยเหอะ ฮ่า ๆ เครื่องสแกนไม่มี พึ่งกล้องโลด
วาดใส่สมุดบันทึกประจำวันส่งอาจารย์นะนั่น อาจารย์เขาบอกว่าวาดอะไรใส่ไปก็ได้ รุ่นพี่เราวาดไปแล้ว เราก็เอามั่งสิ มีภาษาอังกฤษกำกับไว้ด้วยนะเออว่าไผเป็นไผ









