ทัวร์ 3 ช่า มรดกโลกห้วยขาแข้ง : ช่าที่ 3
posted on 31 Mar 2008 18:48 by accelerando in Photo
ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณคุณ Lucifer ที่ส่งเพลงมาให้ และคุณ Aki ที่เป็นคนส่งเมล ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ ^/l\^
ตอนแรกก็นึกว่าอะไรหว่า...ตั้ง 60 กว่าเม็ก น้องโทโมะดันบอกว่าไวรัสเสียอีก พอรู้ว่าเป็นเพลงนี่ดีใจอย่างกับถูกหวย
อ้อ...คุณ Lucifer เป็นคนแต่งฟิค Rain ฉบับมุมมองของสควอลโลหรือเปล่า อยากบอกว่าถูกใจอย่างแรง ฉลามน่ารักมาก บรรยายก็เก่ง แต่งมาอีกบ่อย ๆ นะคะ
เผอิญยุ่ง ๆ เลยไม่ได้ส่งเมลไปบอกคุณ Aki เรื่องนี้พอดี - -"a
ช่วงนี้ป่วย ลืมตาไม่ค่อยขึ้น...
เพราะว่าแพ้ยา หน้าเลยแดง แสบตรงรอบขอบตา
ต้องหมกตัวอยู่ในบ้าน ไม่ออกไปข้างนอกชั่วคราวละมั้ง อายชาวประชาเปล่า ๆ ฮา... =w="
ดูตรงคนเข้าชมเจอเลขสวย เลยตัดรูปมา
อย่างนี้ต้องวาดรูปฉลอง
สมควรตัดเส้นแบบสุด ๆ เพราะว่าเส้นดินสอสกปรกสุดยอด = ="
ตรงนี้แบบภาพใหญ่
http://i33.photobucket.com/albums/d73/panklow/Katekyo%20Hitman%20Reborn/3903b.jpg
ฉลองฮิตเสร็จ ก็มาต่อกันที่ห้วยขาแข้ง ช่าสุดท้ายสักที
ช่าที่ 1
http://accelerando.exteen.com/20080119/entry
ช่าที่ 2
http://accelerando.exteen.com/20080326/entry
ตอนนี้จะเริ่มเข้าไปในป่าดิบแล้ง (มั้ง...สับสนระหว่างดิบแล้งกับเบญจพรรณสุด ๆ ) ต้นไม้จะค่อย ๆ เปลี่ยน

คงดิบแล้งแหละ เบญจพรรณน่าจะแห้งกว่านี้

ดูเผิน ๆ เหมือนถ่ายพื้นอีกแล้ว พี่สตาฟเขาบอกว่าเป็นรอยเท้าช้างแน่ะ

อยู่หลังสุดแล้วถ่ายอีกแล้ว ช่วงนี้จะเป็นรอยต่อของป่า 2 ชนิดอยู่

ป่าดิบแล้งจริง ๆ สักที เขียวชอุ่มแต่ก็ค่อนข้างร้อน

ต้นไทร ลูกไทรจะเป็นอาหารให้สัตว์ป่า แต่ว่ามันก็เป็นกาฝากเกาะต้นไม้อื่นแล้วก็ทำให้ต้นไม้นั้นตายเหมือนกัน

ข้างซ้ายต้นตะเคียน ข้างขวาต้นไทร สูงงง...มาก

รอยตรงต้นไม้เป็นรอยกรงเล็บของหมี

เมื่อก่อนที่นี่เคยเกิดไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ ตอไม้ตรงนี้ก็เป็นซากที่เหลือจากครั้งนั้น จากรูปดูเหมือนเล็ก ๆ แต่จริง ๆ แล้วคนไปนั่งข้างในได้เลย ตอใหญ่มาก

รอยกรงเล็บเสือที่ต้นไม้ เป็นการประกาศอาณาเขต

ต้นไม้เป็นรูกลวงเพราะถูกเชื้อรากิน แต่ก็ยังไม่ตายนะ
แล้วก็ย่ำ ๆ เดิน ๆ กันต่อไป ตอนเกือบ ๆ จะทางออกพี่สตาฟก็บอกว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ ไปดูโป่งดินกันไหม เดินอ้อมกลับไปหน่อยก็ถึง เด็ก ๆ อย่างเราก็โอเค เดินย้อนไปดูกัน

โป่งคือบริเวณที่ดินมีแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับสัตว์ สัตว์ป่าจะมากินโป่งที่นี่เสมอ (...เรียกว่าเลียน่าจะถูกกว่าแฮะ) โดยตรงนี้เป็นโป่งเทียม พวกพี่ ๆ เขาขุดดินสร้างกันเองแล้วรดน้ำโรยเกลือ พี่บอกว่าถ้าเวลาผ่านไปหลาย ๆ ปี มันก็จะกลายเป็นโป่งธรรมชาติไป
สุดท้าย ก็เดินกลับออกมาจากป่าจนได้ กินฝุ่นตรงทางออกไปอีกเพียบ

ออกมาได้แล้วว้อยยย~~~!! (อารมณ์ประมาณหลงป่าแล้วหาทางออกมาได้ยังไงอย่างงั้น)
ก่อนกลับก็แจกขนมปังราดนมข้นหวานกับนมเปรี้ยวคนละขวด ทุกคนกินอย่างหิวกระหายเหมือนอดอยากมานาน ฮา...
จากนั้นก็ขอบคุณพี่ ๆ สตาฟทั้งหลาย ก่อนจะกลับขึ้นรถ
แต่เรื่องราวมันยังไม่จบ...
ขากลับ หัวถึงพนักพิงปุ๊บเราก็หลับเป็นตาย
พอตื่นขึ้น ก็พบว่ารถจอดหยุดอยู่กับที่ แล้วอาจารย์ก็ไล่เพื่อน ๆ ที่นั่งข้างหลังเราให้ไปนั่งรัถอีกคัน
ถามไปถามมา ก็ได้ข่าวว่าโช้คล้อหลังเสีย จะกระเทือนมาก ๆ เวลานั่ง ก็ให้พวกนั่งหลังไปนั่งรถอีกคันเสีย แล้วก็ตัดตรงเราพอดี (เราอยู่ตรงกลาง) กลายเป็นคนนั่งแถวสุดท้ายของรถคันนี้ไป แล้วรถก็เริ่มแล่นต่อ
ตื่นขึ้นมาเท่านั้นแหละ ก็รู้สึกได้ถึงความสะเทือน เวลาเจออะไรนิดอะไรหน่อยบนถนนรถจะสะเทือนเด้งจนเราตัวลอยจากเก้าอี้ ตอนนั้นก็เปิดเอ็มวีเพลงกันอยู่เสียด้วย แบบว่ากระเด้งตามจังหวะกลองเพลงของบอดี้สแลมแทบทุกเพลง
จากนั้นก็จอดแวะกินข้าวเย็นที่นครสวรรค์ ตอนลงจากรถยังรู้สึกมึน ๆ สะเทือน ๆ ยังไงพิกลอยู่เลย
ขึ้นรถต่อ ในตอนนั้นเองเพื่อนก็ควักแผ่นซีดีมาเปิด...
...เรื่อง “เปิงมาง”
หนังผีอีกแล้ววว~~~!!! =[]="
จะหลบนอนก็ไม่ได้ รถกระเทือนชนิดหลับไม่ลงอย่างนี้
ก็จบที่เอาปีกหมวกแก๊ปบังหน้า แล้วก็ฟังเพลงจากมือถือไปเรื่อย ๆ เคล้ากับการกระเด้งกระดอนจากเก้าอี้จนถึงพิษณุโลก โอววว...
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าขึ้นรถโช้คเสียเป็นอันขาด...
จบเหอะ... = ="




