ย้อนวัยฉลองวันเด็ก
posted on 12 Jan 2008 14:43 by accelerando in Writing
เพลงบริการตัวเองนะจ๊ะ
วันนี้วันเด็ก เราก็นอนกลิ้งอยู่บ้านเฉย ๆ คือว่าเกือบเลยวัยที่เรียกว่าเยาวชนแล้วน่ะ (หรือว่าเลยไปแล้วฟะ)
วาดรูปเล่นหน่อย
เจ้าชายน้อย ฮ่า ๆ
มาย้อนรอยอดีตกันสักหน่อยกับนิทาน 1 เรื่อง เรื่อง โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ พอดีพิมพ์ไว้ใช้งานนิดหน่อย เลยเอามาแบ่งให้อ่านกันเล่น ๆ ไม่เหมาะที่จะเอาไปเล่ากล่อมน้องนอน เพราะยาวเอาเรื่อง เหอ ๆ
นิทานนี่เราว่าดีนะ อ่านเพลิน ๆ ไม่ต้องนึกถึงเหตุผลอะไรมาก
ภาษาออกจะโบราณนิดนึง เพราะเอามาจากหนังสือที่เก่ามากกก...ถึงมากที่สุด กระดาษงี้เหลืองกรอบ แต่เราว่ามันก็ดูคลาสสิคดีนะ ภาษาแนวนี้
เมื่อครั้งกระโน้น พระราชาเฒ่าผู้หนึ่งป่วยหนักและแน่ใจว่าเขาคงจะหายใจอยู่ได้ไม่นาน
“เรียกโยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์มาพบฉันหน่อย” เขาสั่ง
โยฮันน์ เป็นคนใช้ซึ่งพระราชารักมากที่สุด และที่ได้ชื่อว่า “ผู้ซื่อสัตย์” ก็เพราะเขารับใช้พระราชาอย่างซื่อสัตย์สุจริตมาตลอดชีวิตของเขา
หลังจากมาใกล้เตียง พระราชาพูดกับเขา
“โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ ฉันรู้สึกว่าวาระสุดท้ายเข้ามาใกล้เต็มทนแล้ว สิ่งที่ฉันเป็นห่วงเหลือเกินก็คือลูกชายของฉัน เขายังหนุ่มแน่นและไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ท่านต้องสัญญาว่า จะอบรมสั่งสอนเขาให้ทำในสิ่งที่ถูกที่ควร ในฐานะท่านเป็นพ่อบุญธรรมของเขา ฉันจะได้หลับตาตายด้วยความสบายใจ”
“ข้าพเจ้าจะไม่ทอดทิ้งเจ้าขายเป็นอันขาด” โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ตอบ “และข้าพเจ้าจะรับใช้เขาอย่างซื่อสัตย์แม้ว่าจะเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าต้องเสียชีวิต”
“เป็นอันว่าฉันจะตายอย่างยิ้มแย้มและสุขสงบ” พระราชาพูด เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวสืบไป
“ภายหลังฉันลาโลก ท่านจงพาเขาไปตรวจปราสาทให้ทั่วทุกห้อง ทุกซอกทุกมุม ตลอดจนในห้องเก็บของมีค่าทั้งหลาย และให้เขาได้เห็นทรัพย์สมบัติที่เอาไว้ที่นั่น แต่สำหรับห้องสุดท้ายตรงเฉลียงยาว ซึ่งมีรูปเจ้าหญิงลูกสาวของพระราชาแห่งนครวังทองคำ ท่านไม่ต้องเปิดให้เขาดู เพราะถ้าเขาได้เห็นเข้า เขาจะเกิดความรักเจ้าหญิงอย่างท่วมหัวใจในทันที และเขาจะเป็นลมเพราะอำนาจความเสน่หา คราวนี้จะเอาเขาไว้ไม่อยู่ เขาจะคลั่งขนาดหนักจากความอยากได้หล่อนเป็นเมีย ในที่สุดจะพบอันตรายนานาชนิด ท่านต้องระวังจนสุดความสามารถอย่าให้เขาเห็นรูปเจ้าหญิงเป็นอันขาด”
โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ส่งมือของเขาให้พระราชาจับเป็นการรับรองว่า เขาจะทำตามคำขอร้องนี้โดยเคร่งครัด พระราชานิ่งเฉยอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหัวที่กระดกขึ้นเล็กน้อยวางกลับลงกับหมอนตามเดิมและหยุดหายใจ
ภายหลังฝังร่างของพระราชาแก่เสร็จ โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์บอกพระราชาหนุ่มซึ่งขึ้นครองเมืองแทนถึงเรื่องเขาให้คำมั่นสัญญากับผู้พ่อก่อนสิ้นในอย่างไรบ้าง และพูด
“แน่ล่ะ ข้าพเจ้าจะต้องรักษาคำสัญญาและซื่อสัตย์ต่อพระองค์ เช่นเดียวกับข้าพเจ้าซื่อสัตย์ต่อพ่อของพระองค์ แม้ว่าจะเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าเสียชีวิตก็ยอม”
ครั้นกำหนดไว้ทุกข์หมดสิ้นลง โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์พูดกับพระราชาหนุ่ม
“ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะเห็นทรัพย์สมบัติที่พระองค์ได้รับมรดก ข้าพเจ้าจะพาพระองค์ไปดูให้ทั่วปราสาท”
เขาพาพระราชาหนุ่มไปตามห้องและที่ต่าง ๆ ทั้งข้างบนและข้างล่าง และให้ดูทรัพย์สมบัติที่เก็บรักษาไว้ในห้องนั้นห้องนี้ มีอยู่ห้องหนึ่ง เป็นห้องเดียวกับมีภาพเขียนอันจะนำอันตรายมาให้ เขาไม่แตะต้อง เวลาเปิดประตูจะเห็นภาพนี้ก่อนสิ่งอื่น เป็นภาพที่วาดขึ้นด้วยฝีมือเลอเลิศจนดูคล้ายกับกำลังเคลื่อนไหวและหายใจ กล่าวได้ว่าไม่มีภาพใดในโลกนี้น่ารักและสวยเท่า
พระราชาหนุ่มสังเกตว่าโยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์เดินผ่านห้องดังกล่าวคล้ายกับมองไม่เห็น จึงถาม
“ทำไมท่านไม่ไขกุญแจห้องนี้ล่ะ”
“มีบางอย่างข้างในที่จะทำให้พระองค์ตกใจ” โยฮันน์ตอบ
“ฉันได้ดูโน่นนี่มาทั่วปราสาท” พระราชาหนุ่มพูด “ฉันควรจะรู้ว่ามีอะไรอยู่ในห้องนี้”
แล้วเขาเดินไปที่ประตูและพยายามใช้กำลังกระชากกุญแจ
โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์เรียกพระราชาให้ออกห่างและพูด
“ข้าพเจ้าได้สัญญาไว้กับพ่อของพระองค์เมื่อตอนใกล้สิ้นใจว่าจะไม่ให้พระองค์เห็นสิ่งที่อยู่ในห้องนี้ ถ้าข้าพเจ้าผิดสัญญาจะนำโชคร้ายใหญ่หลวงมาให้พระองค์และข้าพเจ้า”
“ถ้าไม่ได้เข้าไปในห้องนี้ ฉันเห็นจะแย่” พระราชาหนุ่มพูด “ใจคอของฉันต้องไม่สบายทั้งกลางวันและกลางคืน จะสงบได้ก็ต่อเมื่อได้เห็นด้วยตาของตัวเองว่ามีอะไรอยู่ข้างใน นี่แน่ะ ฉันจะบอกอะไรให้ ฉันตั้งใจแล้วว่าจะยืนไม่กระดุกกระดิกอยู่ตรงนี้จนกว่าท่านจะไขกุญแจ”
คราวนี้โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์จนแต้ม เขาเลือกลูกกุญแจจากพวงขนาดใหญ่ด้วยหัวใจหดหู่และถอนหายใจหลายครั้ง ไขเสร็จเขาเปิดประตูเข้าไปก่อนและยืนบังภาพนั้นไว้ เพราะคิดว่าสามารถซ่อนมันจากสายตาของพระราชา แต่ไม่เป็นผล พระราชาเขย่งและมองข้ามไหล่ของเขา พอเห็นภาพเจ้าหญิงสวยอย่างน่าอัศจรรย์พร้อมกับเครื่องแต่งกายระยิบระยับด้วยทองคำและเพชรพลอย ชายหนุ่มล้มลงกับพื้นและหมดความรู้สึก
โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์อุ้มพาไปนอนบนเตียงในห้องส่วนตัวของพระราชา และเขาคิดด้วยความเศร้า
“เสร็จกัน! เคราะห์ร้ายได้เริ่มเกิดขึ้นแล้วซี ต่อจากนี้เราจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้”
เขาเอาเหล้าองุ่นกรอกปากพระราชาจนฟื้นขึ้น คำพูดประโยคแรกที่เจ้าชายหนุ่มพูดก็คือ
“โอะโฮ รูปนี้สวยเหลือเกิน! รูปใครนะ”
“รูปเจ้าหญิงลูกสาวพระราชาแห่งนครวังทองคำ” โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ตอบ
“ฉันรักหล่อนเสียแล้วล่ะ” พระราชาพูด “ความรักของฉันมากมายก่ายกองจนเหลือที่จะประมาณ สมมติว่าใบไม้ทั้งป่ากลายเป็นลิ้นมนุษย์พูดภาษาคนเป็น ก็ไม่สามารถกล่าวได้ถูกต้องว่าความรักของฉันต่อหล่อนมากขนาดไหน ฉันจะยอมเสี่ยงชีวิตทุกอย่างเพื่อได้หล่อนมาเป็นของฉัน ท่าน โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ จะต้องช่วยเหลือฉันจนสุดสติกำลังนะ”
คนใช้ผู้ซื่อสัตย์นิ่งนึกอยู่เป็นนานว่าควรใช้อุบายอย่างไรดีความต้องการของพระราชาหนุ่มจึงจะบรรลุผล เพราะเพียงให้ได้เห็นหน้าเจ้าหญิงก็เป็นการยากลำบากแสนสุด
ลงท้ายเขาคิดวิธีอย่างหนึ่งได้และบอกพระราชา
“ทุกอย่างที่อยู่รอบข้างเจ้าหญิงล้วนเป็นทองคำ โต๊ะ, เก้าอี้, จานชาม, ถ้วยน้ำ, อ่างและเครื่องเรือนทั้งหมด ในคลังของพระองค์มีทองคำอยู่ห้าตัน พระองค์สั่งให้ช่างทองทั่วดินแดนนี้เอามันมาสร้างเป็นเครื่องใช้ไม้สอยทุกชนิด นกละสัตว์ป่าสัตว์บ้านทุกประเภท สัตว์แปลก ๆ ต่าง ๆ ซึ่งจากฝีมือประณีตและความสวยงามจะทำให้เจ้าหญิงติดเนื้อต้องใจ ต่อจากนั้นเราจะเอาของทองคำเหล่านี้ใส่เรือและลองเสี่ยงโชคดู”
พระราชาเรียกช่างทองทั้งหมดในนครของเขามาทำงานทั้งกลางวันกลางคืนจนในที่สุดทองคำในคลังทั้งห้าตันกลายเป็นสิ่งสวยงามล้ำเลิศร้อยแปด ต่อจากนั้นขนลงเรือใบลำหนึ่ง ซึ่งทั้งโยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์และพระราชาแต่งตัวปลอมเป็นพ่อค้า
เรือกางใบแล่นออกทะเลหลายวันและเป็นระยะไกลโขจึงมาถึงนครวังทองคำที่อยู่ของเจ้าหญิงแสนสวย
โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ยอกให้พระราชาคอยเขาในเรือ
“บางที” เขาพูด “ข้าพเจ้าอาจจะพาเจ้าหญิงมาพร้อมกับข้าพเจ้าก็ได้ ฉะนั้นพระองค์อย่าลืมดูแลสิ่งต่าง ๆ ให้เรียบร้อย และจัดวางของทองคำประดับห้องในเรือไว้จนทั่ว”
แล้วเขาเอาสิ่งทำด้วยทองคำบางชิ้นห่อผ้า ขึ้นบกและเดินตรงไปยังวังหลวง ตอนเขามาถึงสนามหญ้าของปราสาท มีสาวสวยผู้หนึ่งยืนอยู่ริมบ่อ มือถือถังทองคำมีน้ำเต็มสองใบ ขณะหล่อนหันตัวกลับเพื่อหิ้วออกจากที่ พอดีเห็นชายแปลกหน้า จึงหยุดถามว่าเขาเป็นใคร
“ฉันเป็นพ่อค้า” เขาตอบและเปิดห่อผ้าให้ดูสิ่งที่อยู่ภายใน
“เออะเฮอ ช่างสวยงามอะไรอย่างนั้น!” หล่อนพูดเสียงดัง วางถังน้ำ หยิบเครื่องทองขึ้นมาชมทีละชิ้นพลางมองอย่างพึงพอใจ
“ของเหล่านี้จะต้องให้เจ้าหญิงดู” ลงท้ายหล่อนพูด “เจ้าหญิงชอบของที่ทำด้วยทองคำมาก คงจะซื้อจากท่านทุกชิ้น”
ครั้นแล้วหล่อนจูงมือโยฮันน์พาไปหาเจ้าหญิงในปราสาท ปรากฏว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นคนใช้ส่วนตัวของเจ้าหญิง
พอเจ้าหญิงเห็นของเหล่านี้เข้า หล่อนแสดงสีหน้าพอในอย่างมากและพูด
“แต่ละชิ้นทำอย่างบรรจงเหลือเกิน ฉันอยากซื้อมันทั้งหมด”
แต่โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์พูด
“ข้าพเจ้าเพียงเป็นคนใช้ของพ่อค้าร่ำรวย สิ่งที่ข้าพเจ้าเอามาสู้ที่อยู่บนเรือไม่ได้เลย ที่นั่นมีสิ่งต่าง ๆ ซึ่งแปลกที่สุดและสวยงามที่สุดเท่าที่เคยใช้ทองคำทำกัน”
เจ้าหญิงต้องการให้เอาทุกอย่างมาให้หล่อนดู
“จะต้องใช้เวลาหลายวันจึงจะขนมาหมด” เขาอธิบาย “มีมากมายหลายร้อยชนิด แต่ละอย่างกินที่ไม่น้อย ถ้าเอามาทุกชิ้นปราสาทนี้ไม่มีที่วางพอเป็นแน่”
ความอยากเห็นและอยากได้ของเจ้าหญิงมากขึ้นถึงขีดสุด ลงท้ายหล่อนพูด
“นำฉันไปที่เรือทีเถอะ ฉันจะไปดูของมีค่าของนายท่านด้วยตนเอง”
โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์พาหล่อนไปยังที่เรือจอดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พอพระราชาเห็นหล่อน ซึ่งความงามเฉิดฉายกว่าภาพวาดหลายเท่า หัวใจของเขาเต้นโครมคราม หล่อนไต่บันไดเชือกขึ้นไปและข้างบนพระราชาคอยต้อนรับหล่อนอย่างนบนอบ
ขณะพระราชาพาหล่อนเข้าไปในห้องของเรือ โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์อยู่กับคนถือหางเสือ และเขาออกคำสั่งแก่ลูกเรือ
“กางใบเล็กใหญ่ทั้งหมดได้แล้ว เรือจะได้แล่นเร็วจี๋เหมือนนกในท้องฟ้า”
พระราชาให้เจ้าหญิงดูสิ่งสวยงามทีละชิ้นจนหมด ถ้วยชาม, อ่าง, นกชนิดต่าง ๆ, สัตว์ป่านานาชนิด, สัตว์ประหลาดร้อยแปด เจ้าหญิงชมสิ่งดังกล่าวอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยความติดอกติดใจและอยากได้จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว และไม่ได้สังเกตว่าเรือไม่ได้อยู่กับที่ หลังจากหล่อนดูชิ้นสุดท้าย หล่อนขอบใจพ่อค้าและเตรียมตัวจะกลับ แต่เมื่อหล่อนออกมาที่ด้านข้าง จึงมองเห็นว่าเรือกำลังแล่นอยู่ในทะเลลึก ห่างจากแผ่นดินลิบลับและด้วยใบทั้งหมดกางทำให้เกิดความเร็วเต็มที่
“ว้าย!” หล่อนร้องอย่างตกใจ “ฉันถูกพ่อค้าเล่นไม่ซื่อลักตัวมา อย่าหวัง ฉันจะยอมตาย!”
แต่พระราชาหนุ่มจับมือของหล่อนและพูด
“ฉันไม่ได้เป็นพ่อค้าจริง ๆ หรอก แต่เป็นพระราชา วงศ์ตระกูลไม่ได้ต่ำไปกว่าเธอ ฉันใช้ลูกไม้พาเธอมาก็เพราะฉันรักเธออย่างมากมายล้นเหลือจนไม่สามารถพรรณนาได้ถูกต้อง เธอควรรู้เสียด้วยว่าเพียงเห็นภาพวาดของเธอเข้าครั้งแรกเท่านั้นฉันถึงกับหวามหวิวด้วยความเสน่หาจนเป็นลมล้มทั้งยืน”
คำพูดนี้สร้างความเชื่อถือในความรักของพระราชาหนุ่มแก่เจ้าหญิงแห่งนครวังทองคำ และหัวใจของหล่อนได้โอนเอียงมาทางเขาด้วยความเห็นอกเห็นใจ ด้วยเหตุนี้เหล่อนจึงเต็มใจยอมเป็นของเขา
ขณะเรือแล่นอยู่กลางทะเลและโยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์เล่นดนตรีบนดาดฟ้าตอนหน้า มีกาสามตัวบินตามโดยลอยอยู่เหนือหัวของเขา เขาหยุดสีซอและฟังมันคุยกัน เนื่องจากเขาเข้าใจภาษานกเป็นอย่างดี
“เจ้าหญิงสวยแห่งนครวังทองคำมาในเรือลำนี้ไงล่ะ” ตัวแรกพูดเอะอะ
“ใช่” ตัวที่สองพูด “แต่ยังไม่แน่ว่าพระราชาหนุ่มจะได้หล่อนไว้เรียบร้อย”
“เอาอะไรมาพูด ไม่เรียบร้อย” ตัวที่สามแย้ง “หล่อนอยู่ใกล้ชิดเขาจนไม่ยอมห่าง”
“เฮอะ จะมีประโยชน์อะไรล่ะ” ตัวที่สองพูด “พอคนทั้งสองขึ้นฝั่ง จะมีม้าขนแดงเหมือนสีหมาจิ้งจอกตรงรี่มาหา ครั้งแล้วพระราชาจะพยายามขี่มัน และถ้าเขาขึ้นหลังสำเร็จ ม้าจะเหาะพาเขาขึ้นไปบนฟ้าลับหายไป เป็นอันว่าเขาจะไม่ได้พบหน้าเจ้าสาวของเขาอีก”
“มีทางแก้ไหม” ตัวที่หนึ่งถาม
“อ๋อ มีซี ถ้าใครอีกคนรีบขึ้นหลังม้าตัวนี้และดึงปืนลูกโม่ออกมายิงมันเสียให้ตาย เขาจะช่วยชีวิตพระราชาหนุ่ม แต่ใครล่ะจะรู้ว่าต้องทำอย่างนี้ และข้อที่ร้ายก็คือคนที่รู้ว่าควรทำอย่างไร ตัวเขาเองจะกลายเป็นหินจากตีนถึงหัวเข่า”
นิ่งอยู่ประเดี๋ยวหนึ่งแล้วกาตัวที่สองพูดต่อ
“ฉันยังรู้มากกว่านี้ ถึงม้าถูกฆ่าตายก็จริง ก็ไม่แน่ว่าพระราชาจะได้เจ้าหญิงไว้ครอบครอง พอสองหนุ่มสาวไปถึงปราสาทจะพบเสื้อเจ้าบ่าวใส่อยู่ในชามขนาดใหญ่ มองดูคล้ายกับทอด้วยเส้นทองและเงิน แต่ความจริงใช้กำมะถันและน้ำมันดิน ถ้าพระราชาสวมเสื้อตัวนี้ มันจะไหม้ตัวของเขาถึงไขในกระดูก”
“มีทางแก้ไหม” ตัวที่สามถาม
“อ๋อ มีซี” ตัวที่สองตอบ “ถ้าใครสักคนสวมถุงมือหยิบเสื้อโยนเข้ากองไฟให้ไหม้เสีย พระราชาจะรอดจากอันตราย แต่จะมีประโยชน์อะไรล่ะ ผู้ที่รู้ว่าควรทำอย่างไรและเมื่อทำลงไปตัวเขาจะเปลี่ยนเป็นหินจากหัวใจถึงหัวเข่า”
“ฉันรู้มากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ” ตัวที่สามพูด “ถึงเสื้อเจ้าบ่าวจะเผาเรียบร้อย ก็ยังไม่แน่ว่าพระราชาจะได้เจ้าหญิงไว้ในครอบครอง ตอนเลี้ยงในพิธีแต่งงานและมีการเต้นรำ ขณะพระราชินีสาวเต้นบ้าง หล่อนจะหน้าขาวซีดขึ้นมาโดยกะทันหันและล้มลงกับพื้นแน่นิ่งเหมือนศพ ถ้าไม่มีใครสักคนอุ้มหล่อนและเอาเลือดจากนมด้านขวาของหล่อนออกมาสามหยด หล่อนจะสิ้นใจจริง ๆ แต่คนที่รู้ว่าต้องช่วยหล่อนด้วยวิธีนี้ ตัวเขาเองจะเป็นหินจากหัวถึงตีน”
ภายหลังกาทั้งสามคุยกันระหว่างพวกมันดังกล่าวแล้วต่างบินจากไป โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์เข้าใจหมดทุกคำ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาเงียบขรึมและเศร้า เพราะเขาเห็นว่าถ้าไม่บอกพระราชาทุกอย่างที่เขาได้ยิน พระราชาจะพบโชคร้าย และถ้าบอกเข้า พระราชาจะยอมเสียสละชีวิตของตนเองโดยไม่ต้องสงสัย ลงท้ายเขาพูดในใจ
‘ฉันจะช่วยนายของฉัน แม้ว่าตัวเองจะต้องตาย!’
สุดท้ายเมื่อเรือเข้าเทียบฝั่ง เป็นดังกาพูดไว้ล่วงหน้า กล่าวคือมีม้าขนแดงสีหมาจิ้งจอกวิ่งตรงมาหา
“มานี่!” พระราชาเรียก “ฉันจะให้เจ้าพาฉันไปปราสาท”
ขณะเตรียมจะขี่ โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์วิ่งตัดหน้าและกระโดดขึ้นหลังของมันอย่างว่องไว และดึงปืนลูกโม่ออกจากซองยิงหัวม้าล้มลงนอนไม่กระดุกกระดิก
พวกคนใช้อื่น ๆ ซึ่งหวังร้ายต่อโยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์พากันร้องดัง
“ช่างน่าทุเรศเสียจริง ๆ ที่ทะลึ่งมาฆ่าม้าซึ่งจะพาพระราชาไปปราสาทของพระองค์”
“เงียบเสียทีเถอะ” พระราชาเอ็ด “เขาคือโยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ของฉัน เขาจะทำอะไรก็ปล่อยเขา เขารู้ดีว่าอะไรถูกอะไรผิด”
แล้วต่างเดินไปสู่ปราสาท บนโต๊ะภายในห้องโถงมีชามใบโต ข้างในใส่เสื้อแต่งงานของพระราชาส่งแสงวูบวาบเหมือนทองและเงิน พระราชาหนุ่มเดินตรงไปเพื่อหยิบมาสวม แต่โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ผลักเขาเซไปทางหนึ่งและใช้มือที่สวมถุงรีบฉวยมันโยนเข้าในเตาผิงเป็นผลให้ไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน
“ดูเถอะ” คนใช้อื่น ๆ ภากันบ่น “เขาเผาเสื้อใช้ในการแต่งงานของพระราชาเสียแล้ว!”
“ใครจะรู้ว่าเขามีเหตุผลที่ดีอย่างไรบ้าง” พระราชาพูด “ปล่อยเขา! เขาคือโยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ของฉัน”
ครั้นแล้วการเลี้ยงใหญ่ในการแต่งงานได้มีขึ้น เจ้าบ่าวและเจ้าสาวเป็นคู่แรกที่นำขบวนพวกเต้นรำออกสู่เวที โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์จับตาที่เจ้าหญิงเขม็ง ทันดนั้นเขาเห็นหล่อนหน้าซีดและล้มลงนอนนิ่งตัวแข็งทื่อเหมือนศพ เขารีบตรงมาอุ้มหล่อนเข้าในห้องติดกัน วางกับพื้น แล้วเขาคุกเข่าลงและแทงนมด้านขวาของหล่อนด้วยเข็มเอาเลือดออกมาสามหยด ต่อจากนั้นเพียงอึดในเดียวหล่อนหายใจและลุกขึ้นนั่ง
พระราชาหนุ่มซึ่งดูโยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ตลอดเวลาโดยไม่สามารถเข้าใจการกระทำของเขา เกิดโมโหพรวดขึ้นมาทันทีและร้องสั่ง
“เอาไปใส่คุกเสียเดี๋ยวนี้!”
วันรุ่งขึ้นโยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ถูกพระราชาสั่งให้ประหารชีวิต ขณะเขายืนบนยกพื้นของเสาสำหรับแขวนคอและพร้อมที่จะตาย เขาพูด
“ทุกคนก่อนหยุดหายใจได้รับการผ่อนผันให้พูดเป็นครั้งสุดท้าย ข้าพเจ้าได้รับสิทธิ์นี้ไหม”
“ได้” พระราชาตอบ “ฉันอนุญาต”
“ข้าพเจ้าถูกประหารอย่างไม่เป็นธรรม ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าซื่อสัตย์อยู่ตลอดเวลา”
แล้วเขาเล่าเรื่องเขาได้ยินกาสามตัวพูดกันตอนอยู่กลางทะเล และเขาทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อช่วยชีวิตนายของเขา และครั้งสุดท้ายช่วยคนรักของนาย
“โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ของฉัน” พระราชาร้องดัง “ฉันยกโทษให้ท่านแล้ว! เจ้าหน้าที่ประหาร เอาเขาลงมา!”
แต่โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ ภายหลังกล่าวคำสุดท้าย ล้มลงและกลายเป็นหินที่ไม่มีชีวิต
พระราชาและพระราชินีต่างเศร้าเสียใจเป็นที่สุด
“เป็นความผิดของฉันเอง” พระราชาพูด “ที่รางวัลความดีด้วยความเลว”
เขาสั่งให้เอาหินที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนโยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ทุกอย่างไปวางยืนริมเตียงในห้องนอนของเขา บ่อย ๆ เวลามองสิ่งนี้เขาร้องไห้และพูด
“มีทางที่ฉันจะช่วยให้ท่านมีชีวิตกลับคืนมาบ้างไหม โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์”
ต่อมาพระราชินีคลอดลูกชายฝาแฝด ยิ่งเจ้าชายน้อยอายุสูงขึ้น ความรักใครเสน่หาของพ่อแม่เพิ่มทวีกว่าเก่าเป็นเงาตามตัว วันหนึ่งขณะพระราชินีไปโบสถ์ เด็กทั้งสองนั่งเล่นอยู่ในห้องกับพ่อ พระราชาเพ่งที่รูปหินด้วยนัยน์ตาเศร้าซึ้ง ถอนหายใจและพูดดัง ๆ
“โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ของฉัน ฉันอยากให้ท่านมีชีวิตขึ้นมาอีกเหลือเกิน!”
เป็นอัศจรรย์ที่หินนั้นพูด
“พระองค์สามารถทำให้ข้าพเจ้ามีชีวิตขึ้นมาอีกได้ ถ้าพระองค์ยินดีสละสิ่งรักหวงที่สุดของพระองค์”
“ฉันยินดีสละทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเพื่อท่าน!” พระราชาร้องบอก
“ถ้างั้น” หินพูดขึ้นอีก “พระองค์จงตัดคอลูกชายทั้งสองของพระองค์ด้วยมือของพระองค์เอง แล้วเอาเลือดมาทาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะกลับฟื้นเป็นคนตามเดิม”
พระราชาตกใจจนนิ่งอึ้งเมื่อคิดถึงเรื่องสังหารลูกชายสุดที่รักทั้งคู่ แต่เขาไม่ลืมความซื่อสัตย์ของโยฮันน์และการยอมตายเพื่อเห็นแก่เขาและเมียของเขา ฉะนั้นเขาจึงถือว่าชีวิตของลูกไม่มีความสำคัญกว่าคนใช้ผู้นี้ เขาชักดาบออกจากฝักและตัดหัวลูกทั้งสองด้วยมือตนเอง เสร็จแล้วเขาเอาเลือดละเลงหิน ในพริบตานั้นหินหายใจได้ มีเนื้อหนังและทุกอย่างเหมือนมนุษย์ และโยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ยืนในลักษณะผู้มีชีวิตเบื้องหน้าเขา และพูด
“ความกตัญญูของพระองค์จะได้รับการตอบแทน!”
ชายคนใช้หยิบหัวเจ้าชายน้อยทั้งสองใส่กลับคืนร่าง เอาเลือดถูกตามแผล อีกครู่หนึ่งต่อมาติดกันสนิทจนไม่เห็นรอย และเด็กฝาแฝดกระโดดโลดเต้นและเล่นหัวกันราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
พระราชาปลาบปลื้มอย่างบอกไม่ถูก พอดีมองเห็นพระราชินีกลับมา เขาเอาโยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์และลูกทั้งสองซ่อนในหีบใบใหญ่ใบหนึ่ง
“เธอสวดมนต์ในโบสถ์หรือเปล่า” เขาถามเมียขณะหล่อนเข้ามาในห้อง
“แน่ล่ะ” หล่อนตอบ “แต่ฉันคิดถึงโยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องที่เขาเคราะห์ร้ายเพราะเราแท้ ๆ”
“เมียที่รัก” เขาพูด “เรามีทางทำให้เขามีชีวิตอีก แต่เราจะสูญเสียลูกชายเล็ก ๆ ทั้งคู่ของเรา โดยเราจะต้องฆ่าเด็กทั้งสองเสีย”
พระราชินีหน้าซีดและตกใจ ลงท้ายพูด
“เราอยู่กันและมีลูกได้ก็เพราะความซื่อสัตย์ของเขา เมื่อลูกจะต้องตายเพื่อเขา เราคิดเสียว่าตอบแทนบุญคุณเขาก็แล้วกัน”
พระราชายิ้มแย้มด้วยความดีใจที่เมียของเขามีความคิดเหมือนตน เขาไปเปิดหีบใบใหญ่และให้เจ้าชายทั้งคู่และโยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์ออกมา และพูด
“ขอขอบคุณพระเจ้าที่โยฮันน์ผู้ซื่อสัตย์กลับฟื้นคืนเป็นคนตามเดิม และลูกชายทั้งสองก็ยังคงเป็นของเราต่อไป”
แล้วเขาเล่าให้หล่อนฟังว่าไปมาอย่างไร
หลังจากนั้นทุกคนต่างอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตราบชีวิตสลาย
ส่วนใหญ่นิทานมันก็แฮปปี้เอ็นดิง แต่เราก็ชอบแบบโศกเหมือนกัน พวกนิทานเศร้า ๆ ก็ต้องของ ออสการ์ ไวลด์ แต่ละเรื่องนี่บ่อน้ำตาจะแตก ลองไปหาอ่านกันนะ
